ในขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้ออ้างของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่า หากไม่ทำ อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์อิหร่านก็จะมีอาวุธนิวเคลียร์ หลายคนอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง “เกาหลีเหนือ” หนึ่งในรัฐที่ประกาศตัวชัดเจนว่า ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
สงครามที่ขยายวงกว้างในตะวันออกกลาง และภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของระบอบการปกครองอิหร่าน น่าจะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับการตัดสินใจของเกาหลีเหนือในการสร้างคลังอาวุธนิวเคลียร์
สำหรับ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และตระกูลคิมที่ปกครองเกาหลีเหนือมาตั้งแต่ปี 1948 โครงการนิวเคลียร์ดูจะกลายเป็นทางออกของการอยู่รอดของเกาหลีเหนืออย่างแท้จริง
ซง ซองจง ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแทจอน และอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ กล่าวว่า “คิมคงคิดว่า อิหร่านถูกโจมตีแบบนั้นก็เพราะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์”
เกาหลีเหนือดำเนินโครงการอาวุธนิวเคลียร์มาหลายปีแล้ว และโครงการนี้ก็มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็วแม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ และความพยายามของทรัมป์ที่จะใช้การทูตเพื่อกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ออกจากคาบสมุทรเกาหลีก็ไม่ได้ผล
เกาหลีเหนือทำการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งแรกในปี 2006 และครั้งล่าสุดในปี 2017 และจนถึงปัจจุบัน โลกยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขนาดคลังอาวุธเกาหลีเหนือ และความสามารถในการประกอบหัวรบนิวเคลียร์ขนาดเล็กเข้ากับขีปนาวุธระยะไกล
จากรายงานที่เผยแพร่ในปี 2025 โดยสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม เกาหลีเหนือประกอบหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 50 หัว และมีวัตถุดิบเพียงพอที่จะผลิตได้อีกถึง 40 หัวรบ
สิ่งที่แน่นอนคือ การตัดสินใจของคิมที่จะให้การป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก และการสร้างพันธมิตรอย่างหลวม ๆ กับรัสเซียและจีน ได้รับประกันว่าเขาจะหลีกเลี่ยงชะตากรรมของอดีตผู้นำอิรัก ลิเบีย เวเนซุเอลา และอิหร่าน ได้
กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือตอบโต้สงครามในอิหร่านอย่างมีชั้นเชิง โดยประณามการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็น “การกระทำที่ก้าวร้าวผิดกฎหมาย” ที่เผยให้เห็นสัญชาตญาณ “การครอบงำและนอกรีต” ของสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ประณามทรัมป์โดยตรง
นั่นทำให้มีโอกาสเปิดการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยขึ้นอยู่กับว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกข้อเรียกร้องให้เกาหลีเหนือละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์และยอมรับเกาหลีเหนือในฐานะรัฐนิวเคลียร์ที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
สำนักข่าว KCNA สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานคำกล่าวของ คิม จองอึน ในการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเมื่อเดือน ก.พ. ว่า “หากสหรัฐฯ ถอนนโยบายเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือโดยเคารพสถานะปัจจุบันของประเทศเรา ก็ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขกับสหรัฐฯ ไม่ได้”
แต่สิ่งที่นักวิเคราะห์ยังไม่แน่ใจนักก็คือ สงครามอิหร่านจะลดโอกาสเจรจาลงหรือไม่
ซิดนีย์ ไซเลอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสของศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ อดีตทูตพิเศษสหรัฐฯ ที่ทำงานเกี่ยวกับการเจรจาโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ เชื่อว่า ความขัดแย้งนี้ทำให้โอกาสที่จะเกิดข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือลดลง
ไซเลอร์กล่าวว่า “ความเต็มใจของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะใช้กำลังทหารและการข่มขู่เพื่อเป็นข้อต่อรองในการเจรจา ย่อมทำให้คิมรู้สึกกังวลและมีแนวโน้มที่จะไม่รีบเร่งเจรจา”
แต่ผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ กล่าวว่า ความปรารถนาของคิมที่จะรักษาความอยู่รอดในระยะยาวของระบอบการปกครอง และความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ลือกันว่าเขามีกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจดึงเขากลับสู่โต๊ะเจรจา
โช ฮันบัม จากสถาบันเพื่อการรวมชาติเกาหลี ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลเกาหลีใต้ กล่าวว่า “ต่างจากอิหร่าน การปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นไปไม่ได้” โดยอ้างถึงการมีอยู่ของสถานที่นิวเคลียร์ทั่วประเทศ การเข้าสู่การเจรจาในฐานะผู้นำประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ป้องปราม อาจทำให้คิมมีอำนาจต่อรองที่จะได้รับสัมปทานจากทรัมป์ รวมถึงการรับประกันด้านความมั่นคง
ทรัมป์กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาพร้อมที่จะพบกับคิม ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าทั้งสองอาจเจรจากันเมื่อทรัมป์เยือนจีนในปลายเดือน มี.ค.
หากการเจรจาเกิดขึ้นจริง คิมรู้ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการเจรจา ดังที่ผู้นำอิหร่านกำลังพบเห็นมาแล้วว่า การครอบครองนิวเคลียร์ดูเหมือนจะเป็นหนทางสู่ความมั่นคง
เรียบเรียงจาก The Guardian