วันที่ 1 เม.ย. เวลา 21.00 ตามเวลาเขตตะวันออก (08.00 น. ของวันที่ 2 เม.ย.) ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แถลงข่าวรายงานความคืบหน้าสงครามอิหร่านเป็นครั้งแรก หลังผ่านมามากกว่า 1 เดือนแล้วนับตั้งแต่ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน
ทรัมป์เปิดถ้อยแถลงด้วยการฉลองครบรอบ 1 เดือนปฏิบัติการ Epic Fury ต่ออิหร่าน “คืนนี้กองทัพเรือของอิหร่านหายไปแล้ว กองทัพอากาศของพวกเขาก็พังพินาศ ผู้นำของพวกเขาส่วนใหญ่เสียชีวิตแล้ว”
เขาอ้างว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้รับ “ชัยชนะอย่างท่วมท้น” และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออิหร่าน
“ผ่านมาเพียง 1 เดือนเท่านั้นนับตั้งแต่กองทัพสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการ Epic Fury โดยมีเป้าหมายคืออิหร่าน ประเทศที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้ายอันดับ 1 ของโลก ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังติดอาวุธของเราได้สร้างชัยชนะที่รวดเร็ว เด็ดขาด และท่วมท้นในสนามรบ” ทรัมป์กล่าว
เขาเสริมว่า “ความสามารถในการยิงขีปนาวุธและโดรนของพวกเขาถูกจำกัดอย่างมาก และโรงงานผลิตอาวุธและเครื่องยิงจรวดของพวกเขากำลังถูกทำลายเป็นชิ้น ๆ พวกมันเหลืออยู่น้อยมาก”
ทรัมป์ขอบคุณพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค รวมถึงอิสราเอลและรัฐต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย “พวกเขายอดเยี่ยมมาก และเราจะไม่ปล่อยให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บหรือล้มเหลวในทางใดทางหนึ่ง”
ทรัมป์กล่าวว่า อิหร่านได้โจมตีหลายประเทศเหล่านี้ และกล่าวว่าสิ่งนี้เน้นย้ำว่าอิหร่านไม่ควรมีอาวุธนิวเคลียร์
ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ กำลัง “ทำลายความสามารถของระบอบการปกครองในการคุกคามอเมริกาหรือแสดงแสนยานุภาพนอกพรมแดนของตนอย่างเป็นระบบ”
เขาเสริมว่า “คืนนี้ผมยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่าเป้าหมายเชิงกลยุทธ์หลักเหล่านี้ใกล้จะสำเร็จลุล่วงแล้ว”
อิหร่านรับรองความปลอดภัยเรือน้ำมันฟิลิปปินส์ในช่องแคบฮอร์มุซ
วันที่ 2 เม.ย. กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์แถลงว่า ฟิลิปปินส์ได้รับการรับรองจากรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านว่า เรือ สินค้าเชื้อเพลิง และลูกเรือชาวฟิลิปปินส์ จะได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว
รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านให้การรับรองดังกล่าวระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับ เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งได้ขอให้อิหร่านกำหนดให้ฟิลิปปินส์เป็น “ประเทศที่ไม่ใช่ศัตรู” และรับรองความปลอดภัยในการผ่านของเรือและสินค้าน้ำมันผ่านช่องแคบนี้
“พัฒนาการเชิงบวกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับฟิลิปปินส์ เพราะจะไม่เพียงแต่รับรองความปลอดภัยของลูกเรือชาวฟิลิปปินส์ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังช่วยรับรองความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศด้วย” ลาซาโรกล่าวในแถลงการณ์
ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์นำเข้าเชื้อเพลิงส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง
จีนจวกสหรัฐฯ-อิสราเอลเป็นต้นตอของปัญหา
วันที่ 2 เม.ย. จีนกล่าวโทษการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นสาเหตุของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงหยุดชะงักมาเกือบ 1 เดือนแล้ว โดยระบุว่าการโจมตีเหล่านี้เป็น “ต้นตอ” ของปัญหา
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เหมา หนิง กล่าวว่า “ต้นตอของการหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซคือปฏิบัติการทางทหารที่ผิดกฎหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน” และกล่าวว่าหนทางที่จะฟื้นฟูความปลอดภัยในพื้นที่คือการยุติการสู้รบ
เธอเสริมว่า “วิธีการทางทหารไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง และการยกระดับความขัดแย้งไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”
จีนกล่าวว่ากำลังติดต่อ “กับทุกฝ่าย” เกี่ยวกับความจำเป็นในการฟื้นฟูเสถียรภาพในช่องแคบฮอร์มุซ และทุกคนควรทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น
เหมา หนิง กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการหยุดยิงและการฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซและน่านน้ำโดยรอบโดยเร็วที่สุด เป็นความปรารถนาร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศ และทุกฝ่ายควรทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ จีนกำลังติดต่อและประสานงานกับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง”
ศูนย์วิจัยทางการแพทย์อายุร้อยปีในเตหะรานถูกโจมตี
วันที่ 2 มี.ค. ฮอสเซน เคอร์มานปูร์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขอิหร่าน กล่าวว่า การโจมตีมุ่งเป้าไปที่สถาบันปาสเตอร์แห่งอิหร่าน ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยทางการแพทย์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1920 ทำให้สถาบันได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ในโพสต์ X เคอร์มานปูร์บอกว่า "การโจมตีสถาบันปาสเตอร์แห่งอิหร่าน ซึ่งเป็นเสาหลักด้านสาธารณสุขระดับโลกที่มีอายุยาวนานกว่าศตวรรษและเป็นสมาชิกของเครือข่ายปาสเตอร์นานาชาติ ถือเป็นการโจมตีโดยตรงต่อความมั่นคงด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ"
เขาเสริมว่า "การกระทำนี้ละเมิดอนุสัญญาเจนีวาและหลักการกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เราขอเรียกร้องให้องค์การอนามัยโลก คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และองค์กรด้านสาธารณสุขระดับโลกประณามการโจมตีครั้งนี้ ประเมินความเสียหาย และสนับสนุนการฟื้นฟู"
เขาได้โพสต์ภาพจากที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นอาคารที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยบางส่วนของอาคารพังทลายลงเป็นซากปรักหักพัง
อิหร่านแถลงโต้ “ทรัมป์”
วันที่ 2 เม.ย. หลังการแถลงข่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาอ้างว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้รับ “ชัยชนะอย่างท่วมท้น” และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออิหร่าน
“สหรัฐฯ กำลังทำลายความสามารถของระบอบการปกครองในการคุกคามอเมริกาหรือแสดงแสนยานุภาพนอกพรมแดนของตนอย่างเป็นระบบ คืนนี้ผมยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่าเป้าหมายเชิงกลยุทธ์หลักเหล่านี้ใกล้จะสำเร็จลุล่วงแล้ว” ทรัมป์กล่าว
ล่าสุดโฆษกของกองทัพอิหร่านตอบโต้ โดยกล่าวว่า “สงครามจะดำเนินต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะเผชิญกับความอัปยศอดสู ความเสื่อมเสีย ความเสียใจ และการยอมจำนนในที่สุด”
อิบราฮิม ซอลฟากอรี โฆษกของกองบัญชาการปฏิบัติการทางทหารของอิหร่าน (Khatam al-Anbiya) กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) กล่าวว่า อิหร่านจะเพิ่มปฏิบัติการทางทหารด้วยการโจมตีที่ “รุนแรงขึ้น กว้างขึ้น และทำลายล้างยิ่งกว่าเดิม” ตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐ
“หลังจากที่คุณได้รับความเสียหายอย่างหนักและคาดไม่ถึงแล้ว จงคาดหวังการกระทำที่รุนแรง กว้างขวาง และทำลายล้างยิ่งกว่าจากเรา” แถลงการณ์ระบุ
อิหร่านยังปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่ากองทัพอิหร่านอ่อนแอลงอย่างมาก โดยระบุว่า “สหรัฐฯ ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศักยภาพอันกว้างใหญ่เชิงยุทธศาสตร์ของเรา”
โฆษกของกองทัพอิหร่านกล่าวว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายที่ “ไม่มีนัยสำคัญ” และทั้งสองประเทศมีข้อมูล “ไม่ครบถ้วน” เกี่ยวกับขีดความสามารถและอุปกรณ์ทางทหารของเตหะราน
โฆษกกล่าวเสริมว่า “ศูนย์ที่คุณเชื่อว่าคุณได้โจมตีนั้นไม่มีความสำคัญอะไรเลย การผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ของเราเกิดขึ้นในสถานที่ที่คุณไม่รู้เลย และจะไม่มีวันเข้าถึงได้” ซึ่งเป็นการปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่าคลังอาวุธของอิหร่านได้หมดไปแล้ว
เขากล่าวว่า “สหรัฐฯ และอิสราเอล ต้องชดใช้สำหรับการรุกรานที่คุณริเริ่ม”
สถานทูตเตือน “พลเมืองสหรัฐฯ ควรออกจากอิรักทันที”
วันที่ 2 เม.ย. สถานทูตสหรัฐฯ ในอิรักออกแถลงการณ์ระบุว่า กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก “อาจวางแผนโจมตีใจกลางกรุงแบกแดดภายใน 24-48 ชั่วโมงข้างหน้า”
แถลงการณ์ระบุเป้าหมายที่เป็นไปได้ ได้แก่ “พลเมืองสหรัฐฯ ธุรกิจ มหาวิทยาลัย สถานที่ทางการทูต โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โรงแรม สนามบิน และสถานที่อื่น ๆ ที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ รวมถึงสถาบันของอิรักและเป้าหมายพลเรือน”
สถานทูตตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ “ได้กำหนดเป้าหมายชาวอเมริกันเพื่อลักพาตัว” หลังจากมีรายงานว่านักข่าวชาวอเมริกันถูกลักพาตัวในกรุงแบกแดดเมื่อ 2 วันก่อน
สถานทูตเตือนว่า “พลเมืองสหรัฐฯ ควรออกจากอิรักทันที”
สหรัฐฯ ยอมรับ ต้องเร่งเสริมบังเกอร์ในตะวันออกกลาง
พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯยอมรับว่าจำเป็นต้องเร่งเสริมความแข็งแรงของบังเกอร์หรือโครงสร้างป้องกันการจู่โจมให้เกับฐานทัพอเมริกันทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งตกเป็นเป้าการตอบโต้จากอิหร่าน จนนำไปสู่การสูญเสียเครื่องบินสอดแนมจากการโจมตีด้วยโดรนชาฮีดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เฮกเซธกล่าวเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการในเวลานี้คือการเร่งติดตั้งโครงสร้างการป้องกันที่มีความมั่นคงเพื่อยกระดับการป้องกันกำลังพลอเมริกันที่ประจำการในฐานทัพทั่วตะวันออกกลาง
คำพูดของเฮกเซธเป็นการตอกย้ำคำถามเกี่ยวกับความไม่พอเพียงด้านการลงทุนในโครงสร้างแข็งแรงเพื่อปกป้องทหารอเมริกันในภูมิภาค โดยเฉพาะก่อนเกิดสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีศักยภาพด้านการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธในระดับที่ค่อนข้างสูง
โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนสายทหารของสหรัฐฯได้วิพากษ์วิจารณ์การขาดแคลนโครงสร้างแข็งแรงที่สามารถคุ้มครองที่มั่นทางทหารทั้งในและนอกประเทศได้ โดยปัญหานี้เป็นจุดอ่อนที่น่ากังวลสำหรับกองทัพสหรัฐฯ
บทเรียนสำคัญคือการโจมตีฐานทัพอากาศในซาอุดีอาระเบียของโดรนชาฮีดจากอิหร่านเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทำลายเครื่องบิน E-3 Sentry (อี-3 เซนทรี) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ (AWACS) ที่ช่วยให้สามารถตรวจสอบพื้นที่การรบได้ถึง 120,000 ตารางไมล์
ก่อนหน้านั้นไม่ถึง 10 วัน กองทัพอากาศสหรัฐฯได้ประกาศหาผู้ประกอบการที่สามารถจัดหาโครงสร้างป้องกันการโจมตีแบบสำเร็จรูป และเคลื่อนย้ายได้เพื่อส่งไปยังจอร์แดนภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ หลังการประกาศชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับสัญญาว่าจ้าง
โดยกองทัพสหรัฐฯมีกำลังทหารและยุทโธปกรณ์จำนวนมากประจำการในจอร์แดน โดยเฉพาะฐานทัพอากาศมูวาฟฟัก ซอลติ (Muwaffaq Salti) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางการส่งกำลังโจมตีอิหร่าน ทำให้เป็นเป้าหมายในการตอบโต้เช่นกัน
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. กองพลทหารช่างของกองทัพสหรัฐฯยังได้ประกาศจัดซื้อจัดจ้างการก่อสร้างโครงสร้างใต้ดินที่มีความทนทานภายในฐานทัพอากาศอัล อูเดอิด (al udeid) ประเทศกาตาร์ แต่แผนการก่อสร้างดังกล่าวเป็นโครงการระยะยาว ที่คาดว่าจะเริ่มต้นได้เร็วสุดในปี 2028
ฮูตีพร้อมปิดอีกช่องแคบสำคัญ
โมฮัมเหม็ด มันซูร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงข่าวสารของกลุ่มฮูตีในเยเมน ระบุว่า มาตรการปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab al-Mandab) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะนำมาใช้ หากการโจมตีอิหร่านและเลบานอน มีความรุนแรงมากขึ้น หรือ หากชาติอาหรับรอบอ่าวเปอร์เซียให้การสนับสนุนอิสราเอลและสหรัฐฯในสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง
โดยมันซูร์ย้ำว่า กลุ่มฮูตีมีหน้าที่ด้านศาสนา ศีลธรรม และ มนุษยธรรม ที่ทำให้ไม่สามารถเพิกเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้
ขณะที่ พล.ต.ยาห์ยา ซารี โฆษกทางทหารของกลุ่มฮูตี กล่าวในแถลงการณ์ทางวิดีโอว่า กลุ่มฮูตีได้ดำเนินการปฏิบัติการทางทหารครั้งที่ 3 ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเป็นศัตรูอิสราเอล ด้วยการยิงขีปนาวุธจำนวนมาก ซึ่งปฏิบัติการในทางตอนใต้ของอิสราเอลระลอกล่าสุดนี้ ดำเนินการร่วมกับนักรบมูจาฮิดีนในอิหร่าน และฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
โดยในวันที่ 1 เม.ย. กองทัพอิสราเอลกล่าวว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ได้ตอบโต้ขีปนาวุธที่ยิงมาจากเยเมน ขณะที่สื่ออิสราเอลรายงานว่า ขีปนาวุธถูกสกัดกั้น และไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ หรือความเสียหายใด ๆ
ก่อนหน้านั้น กลุ่มฮูตีได้อ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตี ด้วยขีปนาวุธและโดรนใส่อิสราเอล ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งแรกในสงครามครั้งนี้
IRGC ล็อกเป้าบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ประกาศจะตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการพุ่งเป้าโจมตีไปที่บริษัทด้านเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันในภูมิภาคตะวันออกกลาง หากสหรัฐฯ สังหารบรรดาผู้นำของอิหร่านเพิ่มเติม หลังผู้นำทางการเมืองและกองทัพของอิหร่านเสียชีวิตไปแล้วหลายคน
ทาง IRGC ออกมาประกาศว่า พร้อมจัดการเป้าหมายทีละเป้าหมาย แลกกับจำนวนผู้นำที่เสียชีวิตไป ไม่ว่าจะเป็นบริษัท Google, Apple, และ Meta รวมทั้งหมด 18 บริษัท รวมไปถึง บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Nvidia ด้วย ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ ที่สมคบคิดสังหารผู้นำอิหร่าน
นอกจากนี้ IRGC ได้แนะนำให้พนักงานในบริษัทเหล่านี้ ออกจากที่ทำงานโดยทันที เพื่อรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้
ปธน.อิหร่านเขียนจดหมายถึงชาวอเมริกัน
ในจดหมายที่เขียนถึงประชาชนชาวอเมริกัน ประธานาธานาธิบดี มาซูด เปเซสเคียน ของอิหร่านได้ตั้งคำถามว่านโยบายอเมริกาต้องมาก่อน หรือ “America First” เป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญมากที่สุดจริงหรือไม่
ประธานาธิบดี เปเซสเคียน วิจารณ์ว่าสงครามกับอิหร่านไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ แต่เป็นการทำเพื่ออิสราเอลมากกว่า พร้อมทั้งเรียกร้องให้ชาวอเมริกัน มองให้ไกลกว่าวาทกรรมทางการเมืองและทบทวนมุมมองที่มีต่ออิหร่านใหม่เพราะการมองอิหร่านเป็นภัยคุกคามนั้นคือผลผลิตจากความต้องการส่วนตัวทางการเมืองและเศรษฐกิจของผู้มีอำนาจ
ส่วนการกระทำของรัฐบาลอิหร่านที่ผ่านมาล้วนเป็นการ “ป้องกันตนเองโดยชอบธรรม” มากกว่าจะเป็นการเริ่มสงคราม
ประธานาธิบดี เปเซสเคียน ยังระบุด้วยว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ นั้นถูกเข้าใจผิด โดยยืนยันว่าอิหร่าน “ไม่เคยเลือกเส้นทางของการรุกราน การขยายอำนาจ การล่าอาณานิคม หรือการครอบงำ และไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มสงครามก่อนเลยในประวัติศาสตร์ยุคใหม่
นอกจากนี้การที่รัฐบาลสหรัฐฯวางกำลังทหารไว้รอบ ๆ อิหร่านและการแทรกแซงหลายครั้งในอดีตคือต้นตอของความไม่ไว้วางใจกันที่กินระยะเวลามาอย่างยาวนาน
ขณะเดียวกันรัฐบาลอิหร่านยืนยันว่าไม่เคยเป็นฝ่ายขอร้องให้สหรัฐยุติสงคราม หลังจากเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบนแพลทฟอร์ม Truth Social อีกครั้ง โดยอ้างว่าอิหร่านได้ร้องขอให้สหรัฐฯ หยุดยิง
เศรษฐกิจชาติอาหรับจ่อสูญ 6.5 ล้านล้านบาทเซ่นสงคราม
รายงานการศึกษาฉบับใหม่ที่จัดทำโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน อาจทำให้ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางสูญเสียการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจรวมเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า 6.5 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ชาติอาหรับอาจสูญเสียตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ระหว่าง 1.2 แสนล้านดอลลาร์ถึง 1.94 แสนล้านดอลลาร์หรือราว 3.9 ล้านล้านบาทถึง 6.33 ล้านล้านบาท
รายงานดังกล่าวยังคาดการณ์ว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจอาจทำให้อัตราการว่างงานในภูมิภาคเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 4% ส่งผลทำให้ตำแหน่งงานหายไปประมาณ 3.6 ล้านตำแหน่ง และอาจมีประชาชนอีกมากถึง 4 ล้านคนตกอยู่ในภาวะยากจน
ผู้จัดทำรายงานเสริมว่า แม้สงครามจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้ ความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมก็ยังคงรุนแรง
สำหรับพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ได้แก่ กลุ่มประเทศความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และภูมิภาค “ลิแวนต์” (Levant) หรือดินแดนที่อยู่ทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอเรเนียน โดยทั้ง 2 ภูมิภาค อาจสูญเสียการเติบโตของจีดีพี (GDP) มากกว่า 5.2% จากผลกระทบของสงคราม
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 2 แล้ว ได้ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ รายงานก่อนหน้านี้ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ยังระบุด้วยว่า การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ราคาสินค้าอาหารและปุ๋ยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบประเทศยากจนอย่างหนัก
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / Associated Press / BBC / CNN / The Guardian