ตลอดสงครามในตะวันออกกลางกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างหนัก แต่พันธมิตรเก่าแก่ของอิหร่านในเอเชียอย่างเกาหลีเหนือกลับแทบไม่มีท่าทีหรือส่งสัญญาณให้ความช่วยเหลือใด ๆ ออกมา
การสงวนท่าทีดังกล่าวของเกาหลีเหนือ ทำให้ฝ่ายความความมั่นคงของเกาหลีใต้มองว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุด พยายามเว้นระยะห่างความสัมพันธ์กับอิหร่าน เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้พูดคุยกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อีกครั้ง
พัก ซุน-วอน สมาชิกรัฐสภากาหลีใต้ ซึ่งเข้ารับฟังการรายงานสรุปจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เปิดเผยว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือภายใต้การนำของ คิม จองอึน เริ่มแสดงท่าทีเหินห่างจากอิหร่านอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางวิกฤติสงครามที่รุนแรงและยืดเยื้อ
แม้ที่ผ่านมา อิหร่านและเกาหลีเหนือเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและมีความร่วมมือด้านอาวุธมาอย่างยาวนาน แต่ในครั้งนี้เกาหลีเหนือกลับเลือกที่จะสงวนท่าที และไม่แสดงการสนับสนุนอิหร่านอย่างชัดเจนเหมือนในอดีต
นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังต้องการรักษาช่องว่างเพื่อรอจังหวะในการเปิดการเจรจารอบใหม่กับรัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่านอย่างมาก
โดยรัฐบาลเกาหลีเหนืออาจใช้การสงวนท่าทีนี้เป็นข้อแลกเปลี่ยนสำคัญหรือปัจจัยต่อรองในการลดแรงกดดันหรือมาตรการคว่ำบาตรจากรัฐบาลสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงของเกาหลีใต้ยังคงจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า การลดระดับความสัมพันธ์ในเชิงสัญลักษณ์นี้ จะส่งผลกระทบต่อการค้าอาวุธในอนาคตหรือไม่ เนื่องจากเทคโนโลยีขีปนาวุธของอิหร่านกับเกาหลีเหนือมีความเชื่อมโยงกันอย่างสูง
แนวโน้มดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเกาหลีเหนือให้ความสำคัญกับ “ความอยู่รอดของระบอบการปกครอง” และการประนีประนอมผลประโยชน์กับสหรัฐ มากกว่าการให้ความช่วยเหลือหรือร่วมรบเคียงข้างพันธมิตรเก่าแก่ในภาวะขับขัน