เหตุการณ์ช่วยเหลือนักบินเครื่องบินขับไล่ F-15 ตกในอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานับเป็นปฏิบัติการที่มีระดับความยากมากที่สุด และทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า ในสถานการณ์แบบนั้น สิ่งที่นักบินควรทำมีอะไรบ้าง
นาวาอากาศเอก จอห์น เวเนเบิล อดีตนักบินขับไล่แห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สิ่งที่นักบินหรือผู้อยู่บนเครื่องต้องทำเมื่อตกหลังแนวข้าศึกคือเพิกเฉยต่อความเจ็บปวด หลบออกมาจากซากเครื่องบินให้เร็วที่สุด และพยายามจำกัดการเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงพลบค่ำไปจนถึงรุ่งสาง
เวเนเบิลเชื่อว่า วิธีการข้อนี้ช่วยให้นักบินสหรัฐฯไม่ถูกฝ่ายอิหร่านจับตัวไปเป็นเชลย "ทันทีที่เครื่องบินของคุณตกสู่พื้น คุณต้องตัดสายร่มชูชีพโดยใช้อุปกรณ์ปลดสาย หยิบเป้ฉุกเฉินติดตัวไว้ ซึ่งเป็นกระเป๋าใบเล็กๆ ภายในเก้าอี้ร่มชูชีพ"
เขาเสริมว่า "จากนั้น คุณต้องวิ่งไปที่พื้นที่เนินเขา ซึ่งเห็นได้ชัดว่านักบินคนนี้ได้ทำตามวิธีการนี้ขณะอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว จากจุดนั้น ซ่อนตัวให้ดีที่สุด เคลื่อนที่เมื่อสบโอกาส ซึ่งควรทำใน 2 ช่วงเวลาหลังเผ่นออกมาจากเครื่องบินได้แล้ว คือในช่วงพลบค่ำ และรุ่งสาง เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนอื่นเห็นคุณได้ยาก แต่คุณสามารถมองเห็นเส้นทางที่จะไปได้ หาตำแหน่งที่คุณจะมองเห็นคนอื่นได้ แต่คนอื่นไม่สามารถมองเห็นคุณ หรือพยายามหนีให้ห่างจากจุดตกมากที่สุด"
โดยทหารสหรัฐฯ ที่ต้องปฎิบัติหน้าที่บนเครื่องบินได้รับการฝึกฝนวิธีเอาตัวรอดเมื่ออเครื่องบินตกอยู่หลังแนวข้าศึกภายใต้แนวคิด "เอาตัวรอด หลีกเลี่ยง ต่อต้าน และ หลบหนี" (Survival, Evasion, Resistance and Escape)
อย่างไรก็ตาม เวเนเบิลยอมรับว่า ปฏิบัติการช่วยเหลือนักบินสหรัฐฯ ในอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีความยากและซับซ้อนในระดับ 10 เต็ม 10 หลังจากเครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ C-130 ถูกยิงตก
เหตุการณ์นี้ทำให้ฝ่ายสหรัฐฯต้องรอคอยและปกป้องจุดลงจอดเครื่องบิน รวมถึงทีมช่วยเหลือชุดใหม่ ระหว่างกำลังรอเครื่องบินอีกลำ
ขณะเดียวกันมีรายงานว่าตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนในการทำสงครามกับอิหร่าน กองทัพสหรัฐฯสูญเสียเครื่องบินไปแล้ว 7 ลำ ส่วนกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯหรือเซนต์คอมรายงานมีทหารเสียชีวิต 13 นาย บาดเจ็บมากกว่า 300 นาย แต่ยังไม่มีทหารอเมริกันนายใดที่ตกเป็นเชลยของฝ่ายอิหร่าน