สำนักข่าวทาสนิม สื่อทางการของอิหร่าน รายงานว่า อิหร่านได้รับหนังสือตอบกลับจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพล่าสุดแล้ว โดย อิสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า หนังสือตอบกลับถูกส่งผ่านปากีสถาน และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวน
ด้านสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่าได้ตอบกลับอิหร่านแล้วหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้บอกกับสื่ออิสราเอลก่อนหน้านี้ว่า เขาอาจไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว
ทั้งนี้ เนื่องจากอิหร่านยังไม่ได้ชดใช้มากพอสำหรับสิ่งที่พวกเขาได้ทำไว้กับมนุษยชาติและประชาคมโลกในช่วง 47 ปีที่ผ่านมา
แต่ล่าสุด ทรัมป์ได้โพสต์บน Truth Social ว่า ผู้แทนของเขากำลังมีการพูดคุยกันในทางที่ดีมากกับทางอิหร่าน ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังแลกเปลี่ยนข้อเสนอสันติภาพระหว่างกัน
สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า อิหร่านได้ยื่นเงื่อนไข 14 ข้อ โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนกำลังทหารออกจากบริเวณใกล้ชายแดนอิหร่าน ยุติการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน ยุติการสู้รบทั้งหมด รวมถึงการรุกรานของอิสราเอลในเลบานอน และให้มีการบรรลุข้อตกลงร่วมกันภายใน 30 วัน
นอกจากนี้ สื่อทางการอิหร่านเสริมว่า ข้อเสนอดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การยุติสงครามมากกว่าการขยายเวลาหยุดยิงในปัจจุบันออกไป ขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า "ในขั้นตอนนี้ อิหร่านจะยังไม่มีการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ ที่เป็นข้อเรียกร้องหลักของฝั่งสหรัฐฯ
ทั้งนี้ อิหร่านปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้พยายามสร้างระเบิดนิวเคลียร์ และยืนยันว่าโครงการของตนมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติภาพเท่านั้น แม้อิหร่านจะเป็นประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เพียงชาติเดียวที่มีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนเกือบถึงระดับที่ใช้ผลิตอาวุธได้ก็ตาม
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐฯ จะเริ่มให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ที่มีเรือติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ว่า “ประเทศต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลก เกือบทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและรุนแรง ได้ขอความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาให้ช่วยปล่อยเรือของพวกเขาที่ติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลย พวกเขาเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลางและบริสุทธิ์!”
เขาเสริมว่า “เพื่อประโยชน์ของอิหร่าน ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา เราได้แจ้งแก่ประเทศเหล่านี้ว่า เราจะนำทางเรือของพวกเขาออกจากน่านน้ำที่ถูกปิดกั้นนี้อย่างปลอดภัย เพื่อให้พวกเขาสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างอิสระและราบรื่น"
ทรัมป์ย้ำว่า “เรือเหล่านี้มาจากพื้นที่ต่าง ๆ ของโลกที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ผมได้สั่งให้ตัวแทนของผมแจ้งให้พวกเขาทราบว่าเราจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เรือและลูกเรือของพวกเขาออกจากช่องแคบได้อย่างปลอดภัย ในทุกกรณี พวกเขากล่าวว่าจะไม่กลับมาจนกว่าพื้นที่นั้นจะปลอดภัยสำหรับการเดินเรือและทุกสิ่งทุกอย่าง”
ทรัมป์บอกว่า ปฏิบัติการนี้ ซึ่งใช้ชื่อว่า "โปรเจกต์ฟรีดอม” (Project Freedom) ซึ่งจะเริ่มขึ้นในเช้าวันที่ 4 พ.ค. ตามเวลาตะวันออกกลาง พร้อมเตือนว่าหากมีการแทรกแซงเกิดขึ้น ก็จะตอบโต้อย่างรุนแรง
“ผมทราบดีว่าตัวแทนของผมกำลังหารือกับประเทศอิหร่านด้วยท่าทีที่เป็นไปในเชิงบวก และการหารือเหล่านี้อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับทุกฝ่าย การเคลื่อนย้ายเรือมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้คน บริษัท และประเทศต่าง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย พวกเขาเป็นเพียงเหยื่อของสถานการณ์” ทรัมป์กล่าว
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสริมว่า “ผมคิดว่านี่จะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ดีในนามของทุกคนที่ต่อสู้อย่างหนักหน่วงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หากกระบวนการด้านมนุษยธรรมนี้ถูกขัดขวางไม่ว่าในทางใดก็ตาม การแทรกแซงนั้นจะต้องได้รับการจัดการอย่างเด็ดขาด”
ปัจจุบันอิหร่านได้จำกัดการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่สหรัฐฯ ก็ได้ใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านเช่นกัน
เตรียมส่งตัวลูกเรือ "ทูสกา" ของอิหร่าน
รัฐบาลปากีสถานระบุว่า ลูกเรือ 22 คนบนเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอิหร่าน "ทูสกา" (TOUSKA) ที่ถูกสหรัฐฯ ยึดเมื่อเดือนที่แล้ว ได้รับการอพยพไปยังปากีสถานแล้ว และจะ "ส่งตัวคืนให้กับทางการอิหร่านในวันนี้"
กองกำลังสหรัฐฯ ยึดเรือทูสกาเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากยิงใส่ห้องเครื่องยนต์ อิหร่านเรียกการกระทำนี้ว่า "การปล้นสะดมทางทะเล" ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า เรือลำนี้ "พยายามฝ่าการปิดล้อมทางทะเลของเรา และมันก็ไม่เป็นผลดีสำหรับพวกเขา"
ปากีสถานกล่าวว่า การส่งตัวลูกเรือกลับประเทศเป็น "มาตรการสร้างความไว้วางใจโดยสหรัฐฯ" และเสริมว่า "เรืออิหร่านลำนี้จะถูกส่งกลับไปยังน่านน้ำปากีสถานเพื่อส่งคืนให้กับเจ้าของเดิมหลังจากได้รับการซ่อมแซมที่จำเป็นแล้ว"
กระทรวงต่างกระเทศปากีสถานบอกว่า "การส่งตัวกลับเหล่านี้ได้รับการประสานงานร่วมกันโดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งฝ่ายอิหร่านและสหรัฐฯ ปากีสถานยินดีต้อนรับมาตรการสร้างความไว้วางใจเช่นนี้ และจะยังคงอำนวยความสะดวกในการเจรจาและการทูตต่อไป พร้อมทั้งดำเนินความพยายามในการไกล่เกลี่ยเพื่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค"
อิหร่านลั่น ความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในมืออิหร่าน
วันที่ 4 พ.ค. กองทัพอิหร่านออกแถลงการณ์ผ่านสื่อของอิหร่าน ระบุว่า “ความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในมือของกองกำลังติดอาวุธแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และการผ่านแดนและการเดินเรืออย่างปลอดภัยในทุกสถานการณ์จะดำเนินการโดยประสานงานกับกองกำลังติดอาวุธ”
แถลงการณ์ทางทหารดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นการตอบโต้การประกาศของทรัมป์เกี่ยวกับการส่งกองทัพเรือไปช่วยเหลือเรือที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ
กองทัพอิหร่านกล่าวว่า “เราจะรักษาและจัดการความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซด้วยกำลังทั้งหมดของเรา และเราขอประกาศให้เรือพาณิชย์และเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำงดเว้นการผ่านแดนโดยปราศจากการประสานงานกับกองกำลังติดอาวุธที่ประจำการอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อไม่ให้ความปลอดภัยของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย”
พวกเขาเสริมว่า “เราขอเตือนว่ากองกำลังติดอาวุธต่างชาติใด ๆ โดยเฉพาะกองทัพสหรัฐฯ ที่ก้าวร้าว จะถูกโจมตีหากพยายามเข้าใกล้และเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ”
เรือน้ำมันใหญ่พิเศษอิหร่าน หลบสหรัฐฯ ได้เป็นลำที่สอง แล่นถึงอินโดนีเซียแล้ว
วันที่ 4 พ.ค. TankerTrackers.com บริษัทติดตามการขนส่งน้ำมัน เปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) ลำที่สองของอิหร่าน ได้หลบเลี่ยงกองทัพเรือสหรัฐฯ และกำลังแล่นอยู่ในน่านน้ำอินโดนีเซีย มุ่งหน้าไปยังหมู่เกาะรีเยา (Riau Archipelago)
บริษัท TankerTrackers.com ระบุว่า เรือ “DERYA” กำลังแล่นอยู่ในช่องแคบลอมบ็อกในอินโดนีเซีย หลังจากความพยายามส่งน้ำมันดิบอิหร่าน 1.88 ล้านบาร์เรลไปยังอินเดียในช่วงกลางเดือน เม.ย. ล้มเหลว
“จากนั้นเราก็พบว่าเรือลำนี้แล่นลงใต้ต่อไป ในขณะที่เรือลำอื่น ๆ ในบริเวณนั้นถูกกองทัพเรือสหรัฐฯ เปลี่ยนเส้นทางกลับไปยังอิหร่าน ปัจจุบันเรือลำนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบในหมู่เกาะรีเยา” TankerTrackers กล่าว
รายงานดังกล่าวเกิดขึ้น 1 วันหลังจากที่ TankerTrackers.com ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ “HUGE” ของอิหร่าน ซึ่งบรรทุกน้ำมัน 1.9 ล้านบาร์เรล ได้หลบเลี่ยงกองทัพเรือสหรัฐฯ และอยู่ในช่องแคบลอมบ็อก มุ่งหน้าไปยังรีเยา
บริษัทติดตามเรือระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบประมาณ 25 ลำได้ออกจากอิหร่านในเดือน เม.ย. ในจำนวนนั้น 7 ลำถูกกองทัพเรือสหรัฐฯ สั่งให้กลับไปยังท่าเรืออิหร่าน ขณะที่อีก 2 ลำถูกกองกำลังสหรัฐฯ ยึด
ส่วนที่เหลือได้เดินทางถึงจุดหมายปลายทางหรือจุดนัดพบแล้ว
เรือน้ำมันถูกโจมตีนอกชายฝั่งยูเออี
วันที่ 4 พ.ค. ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งเมืองฟูไจราห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ใกล้กับปลายด้านเหนือของคาบสมุทรมูซันดัมของโอมาน
UKMTO กล่าวว่า "เรือลำดังกล่าวถูกโจมตีด้วยวัตถุที่ไม่ทราบชนิด ลูกเรือทุกคนปลอดภัย ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม"
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ UKMTO รายงานว่า เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ถูกโจมตีโดยเรือเล็กหลายลำนอกชายฝั่งอิหร่าน ห่างจากเมืองซีริกไปทางตะวันตกประมาณ 11 ไมล์ทะเล (18 กิโลเมตร)
กองทัพสหรัฐฯ พร้อมคุ้มกันเรือสินค้า
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า จะเริ่มให้การสนับสนุนภารกิจของทรัมป์ที่มุ่งเป้าไปที่การฟื้นฟู “เสรีภาพในการเดินเรือสำหรับเรือพาณิชย์” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันนี้
พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการ CENTCOM กล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่บน X ว่า “การสนับสนุนภารกิจป้องกันนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก ในขณะที่เรายังคงรักษาการปิดล้อมทางทะเลไว้”
การสนับสนุนทางทหารของสหรัฐฯ จะรวมถึงเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี เครื่องบินบนบกและในทะเลมากกว่า 100 ลำ อากาศยานไร้คนขับ และกำลังพล 15,000 นาย
อิหร่านเตือน แผนของทรัมป์ในฮอร์มุซจะละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
อิบราฮิม อาซิซี ประธานคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า การแทรกแซงใด ๆ ของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซจะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
“ทรัมป์” ยันเยือนจีนแน่
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า เขาจะยังคงเดินทางไปจีนในเดือนนี้อย่างแน่นอน โดยจะไม่ไปกระทบต่อการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านจนชะงักงันอย่างแน่นอน
ทรัมป์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวเมื่อถามถึงการเดินทางเยือนจีนระบุว่า การไปจีนครั้งนี้จะต้องน่าทึ่ง การพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จะต้องยอดเยี่ยม การเดินทางเยือนจีนใกล้เข้ามาแล้ว ยังไงก็เป็นภารกิจที่น่าทึ่ง
อันที่จริงแล้ว ทรัมป์มีแผนเดินทางเยือนจีนตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะเลื่อนมาเป็นวันที่ 14 ถึง 15 พฤษภาคม หลังสงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น
ด้านนักวิเคราะห์เกี่ยวกับจีน ออกมาชี้ว่า การเดินทางเยือนจีนของทรัมป์ในครั้งนี้ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทั้งสองประเทศในการบริหารจัดการความเสี่ยงท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก
แม้ว่า วอชิงตันต้องการที่จะหย่าขาดจากห่วงโซ่อุปทานของจีน เช่น แร่สำคัญหายาก แต่ในทางกลับกัน วอชิงตันต้องการจีนไม่ให้ส่งอาวุธให้กับอิหร่าน และจีนต้องการให้สหรัฐฯ ไม่มาข้องเกี่ยวกับกิจการไต้หวัน
สายการบินสหรัฐฯ “สปิริตแอร์ไลน์ส” ปิดกิจการ เซ่นพิษสงครามอิหร่าน
การล้มละลาย และยุติการดำเนินงานในชั่วข้ามคืนของ สปิริตแอร์ไลน์ส (Spirit Airlines) สายการบินราคาประหยัดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากบริษัทขอความเห็นชอบจากเจ้าหนี้ เพื่อรับแผนช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สำเร็จ ท่ามกลางปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นเป็น 2 เท่า จากผลกระทบของสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 เดือน โดยจากการเปิดเผยของสายการบิน คาดว่าจะมีพนักงานและลูกจ้างต้องตกงานประมาณ 15,000 ตำแหน่ง
บรรยากาศตามสนามบินต่าง ๆ ทั่วสหรัฐฯ ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบต่างแสดงความไม่พอใจ และพยายามหาคำตอบว่าพวกเขาจะต้องทำอย่างไร หรือจะได้รับการเยียวยาอย่างไร
ที่สนามบินนานาชาติออร์แลนโด ผู้โดยสารร้องเรียนว่า ไม่ได้รับแจ้งเรื่องการคืนเงินค่าโดยสาร หรือคูปองเข้าพักโรงแรม เพื่อชดเชยความเสียหาย หนึ่งในผู้โดยสารที่กำลังจะบินกลับบ้านที่เปอร์โตริโก ต้องโทรให้ญาติช่วยจ่ายค่าตั๋วโดยสารใหม่
ทั้งนี้ สปิริตแอร์ไลน์สถือเป็นสายการบินเจ้าแรกในอุตสาหกรรมการบินที่ต้องปิดตัวลงด้วยเหตุผลที่เชื่อมโยงกับสงครามอิหร่าน ซึ่งนับเป็นวิกฤตครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19
แม้ว่าเดิมทีสายการบินนี้จะประสบปัญหาในการทำกำไรอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนจะเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การล่มสลายของสปิริตแอร์ไลน์สสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการหยุดยิงที่เปราะบาง ขณะที่การเจรจาสันติภาพยังหยุดชะงัก
ขณะเดียวกัน สายการบินทั่วโลกต่างก็กำลังเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จากการที่อิหร่านยังคงระงับการจราจรเกือบทั้งหมดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ก็ใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่านในฮอร์มุซ
อิหร่านซ่อมอาคารบ้านเรือนแล้ว 37,000 หลัง
สำนักข่าวเมห์ร ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิหร่าน รายงานว่า มูลนิธิที่อยู่อาศัยของอิหร่านได้ซ่อมแซมบ้านและอาคารพาณิชย์ประมาณ 37,000 หลังที่ได้รับความเสียหายจากสงครามร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล
ขณะเดียวกัน สภากาชาดอิหร่าน (IRCS) ระบุว่า อาคารพลเรือนกว่า 125,000 หลังในอิหร่านถูกทำลายหรือเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในพื้นที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ
นอกจากนี้ IRCS ยังกล่าวว่า ศูนย์การแพทย์ประมาณ 339 แห่ง รวมถึงโรงพยาบาล ร้านขายยา ห้องปฏิบัติการ คลินิกสุขภาพ และสถานีฉุกเฉิน ถูกโจมตีด้วย
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / BBC / CNN / The Guardian