เจ้าหน้าที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุหมีทำร้ายคนรายแรกของปีนี้เป็น หญิงอายุ 55 ปี ในจังหวัดอิวาเตะ ทางตอนเหนือของประเทศ โดยเสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน สื่อญี่ปุ่นรายงานว่าตำรวจกำลังสืบสวนกรณีเสียชีวิตอีก 2 เหตุ ที่สงสัยว่าถูกหมีทำร้ายเช่นกัน โดยศพแรกพบในพื้นที่ จังหวัดอิวาเตะ เมื่อวันพฤหัสบดี (7 พ.ค.) ขณะที่อีกศพพบในป่าใน จังหวัดยามากาตะ เมื่อวันอังคาร (5 พ.ค.)
สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า กรณีต้องสงสัยล่าสุดใน จังหวัดอิวาเตะ เป็นหญิงวัย 69 ปี หายตัวไปหลังจากขึ้นไปเก็บของป่าบนเขา โดยตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ระดมกำลังค้นหาในป่าบริเวณที่หญิงคนดังกล่าวจอดรถไว้ และพบศพไม่นานหลังจากนั้น
รายงานข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตรายนี้มีบาดแผลที่หน้าและศีรษะที่ดูเหมือนรอยกรงเล็บสัตว์ ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นระบุว่า ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากเหตุหมีทำร้ายคน 13 ราย ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 216 ราย ตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นอย่างมากจากปีก่อนหน้า ซึ่งมีผู้เสียชีวิตเพียง 3 ราย และบาดเจ็บ 82 ราย
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเหตุหมีทำร้ายคนรุนแรงขึ้นเนื่องจากประชากรหมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประชากรมนุษย์ลดลง นอกจากนี้ ผลผลิตลูกโอ๊กที่น้อย ทำให้หมีต้องออกไปหาอาหารที่อื่น
รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามแก้ปัญหาโดยระดมกำลังทหารเพื่อช่วยจับและล่าหมี รวมถึงเพิ่มอำนาจตำรวจปราบจลาจลให้สามารถยิงหมีได้
ญี่ปุ่นมีหมีอยู่สองชนิดคือ หมีสีน้ำตาลและหมีดำ โดยหมีสีน้ำตาลพบได้เฉพาะในฮอกไกโด และมีประชากรเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาจนมีจำนวนมากกว่า 11,500 ตัวในปี 2023
ในขณะที่หมีดำญี่ปุ่นนั้นพบได้ทั่วไปในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงเกาะฮอนชูที่เป็นเกาะหลัก และเป็นที่ตั้งของจังหวัดอิวาเตะและยามากาตะ
เมื่อปี 2024 รัฐบาลญี่ปุ่นได้เพิ่มหมีเข้าไปในบัญชีสัตว์ที่ต้องควบคุมจำนวนประชากร ซึ่งเป็นการยกเลิกมาตรการคุ้มครองที่เคยช่วยเพิ่มจำนวนหมี