ซาอุดี อรามโก (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย รายงานผลกำไรสุทธิไตรมาสแรกอยู่ที่ 3.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 1.1 ล้านล้านบาท) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ไม่เกิน 3.01 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.7 แสนล้านบาท) และสูงกว่ากำไรสุทธิในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 25%
ส่วนรายได้รวมอยู่ที่เกือบ 1.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.5 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นเกือบ 7% จากปีก่อนหน้า จากราคาน้ำมันและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ทั้งน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์กลั่น และปิโตรเคมี
รายได้และกำไรที่เติบโตอย่างชัดเจนของ ซาอุดี อรามโก เป็นอานิสงส์จากสงครามสหรัฐ-อิหร่านที่ทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซตึงตัวและราคาพลังงานปรับสูงขึ้น โดยบริษัทเร่งเดินเครื่องท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เต็มกำลัง เพื่อรองรับการส่งออกและลดผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก
โดยระหว่างสงคราม ซาอุดีอาระเบียลดกำลังการผลิตลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังอิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ โดยท่อส่งดังกล่าวส่วนใหญ่ลำเลียงน้ำมันเกรดอาหรับไลต์ (Arab Light) และอาหรับเอ็กซ์ตราไลต์ (Arab Extra Light) ขณะที่น้ำมันเกรดหนักถูกจำกัดการขนส่ง
ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงสนโดยอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันการเงิน มอร์แกน สแตนลีย์ ที่ประเมินว่า คลังน้ำมันสำรองของโลก ลดลงราว 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวันระหว่างวันที่ 1 มี.ค. ถึง 25 เม.ย. แซงหน้าสถิติสูงสุดของการนำน้ำมันออกไปใช้จากคลังสำรองทั่วโลก
คลังน้ำมันเชิงพาณิชย์จะลดลงสู่ "ระดับที่น่ากังวลต่อการปฏิบัติงาน" ในเดือน มิ.ย. และแตะ "ระดับขั้นต่ำ" (Operational Floor) ในเดือน ก.ย. ซึ่งหมายความว่าคลังน้ำมันอยู่ในระดับต่ำสุดที่จำเป็นต่อการทำให้ระบบยังคงเดินหน้าทำงานต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นท่อลำเลียง สถานีส่งออก และโรงกลั่น ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งการส่งออกน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงก็ต้องระบายคลังสำรองของประเทศออกมาเช่นกัน ตามรายงานของบลูมเบิร์ก และจากข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของอเมริกา พบว่าสต๊อกเชื้อเพลิงของสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆนี้ลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ฤดูกาล ถึง 11%