สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า รัฐบาลเยอรมนี หวังที่จะโน้มน้าวให้รัฐบาล ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ตกลงขายขีปนาวุธโทมาฮอว์ก พร้อมกับเครื่องยิงขีปนาวุธภาคพื้นดิน “ไทฟอน”
โดย บอริส พิสโตริอุส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนี มีแผนที่จะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน เพื่อรื้อฟื้นข้อเสนอของจัดซื้อระบบขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งเยอรมนีเสนอต่อสหรัฐฯ ครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตอบกลับ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่า พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะจัดการประชุมกับ พิสโตริอุส หรือไม่
โดยทั้งทำเนียบขาว กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และกระทรวงกลาโหมเยอรมนี ยังไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้แต่อย่างใด ซึ่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเยอรมนี ค่อนข้างตึงเครียด หลังจากนายกรัฐมนตรี ฟรีดิช แมร์ซ ผู้นำเยอรมนี กล่าวว่า อิหร่านกำลังทำให้สหรัฐฯ อับอายขายหน้าในการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาสองเดือน
ขณะที่ ประธานาธิบดี ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ตอบโต้ผู้นำเยอรมนีว่า “ทำงานได้ย่ำแย่มาก” และ “มีปัญหามากมาย” รวมถึงเรื่องการอพยพและพลังงาน
นอกจากนี้เมื่อวันที่ 1 พ.ค. กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศว่ากำลังถอนทหารเอมริกัน 5,000 นายออกจากเยอรมนี ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญในองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ NATO อย่างรุนแรง โดยวิจารณ์หน่วยงานดังกล่าวว่าเป็นเสือกระดาษ และกล่าวว่า บรรดาประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ ต่อสงครามครั้งนี้
สำหรับขีปนาวุธโจมตีภาคพื้นดินโทมาฮอว์ก เป็นขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลที่มักยิงจากทะเล เพื่อโจมตีเป้าหมายในภารกิจการโจมตีระยะลึก
เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลงนามในข้อตกลงระยะเวลา 7 ปี กับบริษัท เรย์เธียน เพื่อเพิ่มการผลิตขีปนาวุธโทมาฮอว์ก เนื่องจากคลังขีปนาวุธของสหรัฐฯ ลดลงจากการทำสงครามกับอิหร่าน