วันที่ 13 พ.ค. ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางถึงกรุงปักกิ่ง เพื่อเริ่มการเดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ และหนึ่งในหัวข้อการหารือกับประธานาธิบดีจืน สีจิ้น ผิง คาดว่าจะเป็นการสู้รบในตะวันออกกลาง
โดยก่อนออกเดินทาง ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่า สหรัฐฯ สามารถเอาชนะสงครามครั้งนี้ได้ โดยไม่ต้องของความช่วนเหลือจากจีน พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่า สหรัฐฯ จะประสบความสำเร็จในการทำให้อิหร่านยุติการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์
ระหว่างการให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุแห่งหนึ่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ตนเองมีความมั่นใจ 100% ว่า อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และล้มเลิกความพยายามสร้างอาวุธนิวเคลียร์
โดยทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ ต้องได้เป็นผู้ครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดของอิหร่าน และ “ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน” เพื่อให้บรรลุข้อตกลง เพราะมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านยังคงมีประสิทธิภาพ
สำหรับการเยือนจีนของทรัมป์ในสัปดาห์นี้ จะเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 เดือนที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะได้พูดคุยกันแบบตัวต่อตัว นอกจากนี้การพบกับ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งยังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางเยือนประเทศจีน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยระหว่างการพูดคุยของผู้นำทั้งสองคือสงครามในตะวันออกกกลาง ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้จีนใช้สายสัมพันธ์อันดีกับอิหร่านกดดันให้รัฐบาลเตหะรานยอมบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ก่อนออกเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน แสดงความเชื่อมั่นว่า สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากจีน ก็สามารถเอาชนะอิหร่านได้ ไม่ว่าจะด้วยสันติวิธี หรือด้วยวิธีการอื่น
ซาอุดีอาระเบียแอบโจมตีอิหร่านหลายครั้ง?
เจ้าหน้าที่ตะวันตกสองคนและเจ้าหน้าที่อิหร่านสองคนเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ซาอุดีอาระเบียได้โจมตีอิหร่านหลายครั้งโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อตอบโต้การโจมตีที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามตะวันออกกลาง
การโจมตีของซาอุดีอาระเบียซึ่งไม่เคยมีการรายงานมาก่อน ถือเป็นครั้งแรกที่มีข้อมูลว่าซาอุดีอาระเบียได้ดำเนินการทางทหารโดยตรงบนดินแดนอิหร่าน และแสดงให้เห็นว่าซาอุดีอาระเบียกำลังมีความกล้าหาญมากขึ้นในการปกป้องตนเอง
เจ้าหน้าที่ตะวันตกสองคนกล่าวว่า การโจมตีซึ่งดำเนินการโดยกองทัพอากาศซาอุดีอาระเบีย คาดว่าเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน มี.ค. โดยเจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวเพียงว่า “เป็นการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันเมื่อซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี”
รอยเตอร์ไม่สามารถยืนยันเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงได้ และในการสอบถามเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงว่ามีการโจมตีเกิดขึ้นหรือไม่
ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐอเมริกา พึ่งพากองทัพสหรัฐฯ ในการป้องกันตนเองมาโดยตลอด แต่สงครามที่ยืดเยื้อมา 10 สัปดาห์ ทำให้ซาอุดีอาระเบียตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการโจมตี
นอกจากนี้ ตามรายงานเมื่อวันที่ 11 พ.ค. ของ Wall Street Journal สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ยังได้ดำเนินการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านด้วย
การกระทำของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เผยให้เห็นความขัดแย้งซึ่งยังคงถูกปกปิดไว้เป็นส่วนใหญ่
แต่แนวทางของทั้งสองประเทศไม่เหมือนกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีท่าทีแข็งกร้าวมากกว่า โดยพยายามบีบให้อิหร่านต้องชดใช้ และมีส่วนร่วมในการเจรจาทางการทูตกับเตหะรานน้อยมาก
ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียพยายามป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย และติดต่อกับอิหร่านอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงผ่านทางเอกอัครราชทูตของเตหะรานในริยาด
สหรัฐฯ อ้าง ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้
เมื่อวันที่ 12 พ.ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ กล่าวต่อสมาชิกสภาคองเกรสว่า กองทัพมีระเบิดและขีปนาวุธจำนวนมาก แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับปริมาณสำรองก็ตาม
เขายังยืนยันว่าสหรัฐฯ ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้ แม้ว่าการโจมตีและการข่มขู่จากอิหร่านจะทำให้การขนส่งน้ำมันและสินค้าอื่น ๆ ผ่านเส้นทางน้ำที่สำคัญนี้หยุดชะงักลงก็ตาม
“ท้ายที่สุดแล้ว เราควบคุมช่องแคบนี้ได้ เพราะไม่มีอะไรผ่านเข้ามาได้หากเราไม่อนุญาต” เฮกเซธกล่าว
สหรัฐฯ ผลาญงบเกือบ 1 ล้านล้านบาทแล้ว
เมื่อวันที่ 12 พ.ค. จูลส์ เฮิร์สต์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวต่อคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ว่า มีการใช้งบประมาณไปแล้ว 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 950,000 ล้านบาท เพื่อทำสงครามกับอิหร่าน
ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการชี้แจงครั้งล่าสุดต่อคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งจูลส์กล่าวในเวลานั้นว่า กระทรวงกลาโหมใช้จ่ายงบประมาณในส่วนนี้ไปแล้วมากกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 810,000 ล้านบาท
จูลส์ให้เหตุผลที่การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์จากการเปิดเผยครั้งก่อนว่า สาเหตุเป็นเพราะต้นทุนในการซ่อมแซม และจัดหายุทโธปกรณ์ที่ต้องปรับปรุงให้มีความทันสมัย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทั่วไป เพื่อให้บุคลากรยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีการสู้รบ
อิสราเอลส่งระบบ “ไอรอนโดม” คุ้มครองน่านฟ้าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ไมค์ ฮัคคาบี เอกอัคราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล เปิดเผยว่า อิสราเอลเพิ่งจัดส่งส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ "ไอรอนโดม" (Iron Dome) และเจ้าหน้าที่ที่สามารถใช้งานอาวุธดังกล่าวให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
การเปิดเผยของฮัคคาบีนับเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างอิสราเอลและยูเออี ซึ่งทั้ง 2 ชาติมีความหวาดระแวงต่ออิหร่านมาอย่างยาวนานหลายสิบปี
โดยยูเออีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลตั้งแต่ปี 2020 ผ่านการผลักดันของสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ
ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างอิสราเอลและยูเออียังสร้างความไม่พอใจให้กับอิหร่าน ซึ่งมองอิสราเอลเป็นศัตรูหลักในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อิหร่านเชื่อว่าอิสราเอลได้ส่งกำลังทหารและหน่วยข่าวกรองเข้าไปทำงานในยูเออีมานานหลายปีแล้ว แม้ว่ารัฐบาลอิหร่านยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายไอรอนโดมไปประจำการในยูเออี
ขณะที่ยูเออีและอิสราเอลยังไม่ยืนยันเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่ ไมค์ วอลซ์ เอกอคราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติยืนยันว่า การออกมาเปิดเผยของฮัคคาบีได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทั้งสองประเทศแล้ว
สำหรับการส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศไอรอนโดมให้ยูเออีมีขึ้นท่ามกลางการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งหลังจากอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับสหรัฐฯ
โดยหลังจากที่สงครามเปิดฉากขึ้นในวันที่ 28 ก.พ. ยูเออีได้สั่งปิดสถานที่ทุกแห่งที่มีความเกี่ยวข้องกับอิหร่าน แม้ชาวอิหร่านทั่ว ๆ ไป รวมทั้งรัฐบาลเตหะราน จะมองว่ายูเออีเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับการเป็นฐานดำเนินธุรกรรม หรือประกอบธุรกิจ
นอกจากนี้สำนักข่าวเดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล (The Wall Street Journal) ของสหรัฐฯ รายงานอ้างแหล่งข่าวระดับสูงว่า ยูเออีได้โจมตีออิหร่านอย่างลับ ๆ เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในเป้าหมายโรงกลั่นน้ำมันบนเกาะลาวานในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ และทำให้กำลังการผลิตส่วนใหญ่ของโรงกลั่น หยุดชะงักไปหลายเดือน
ปฏิบัติทางทหารดังกล่าวทำให้ยูเออีกลายเป็นคู่สงครามที่อิหร่านตั้งเป้าโจมตีมากที่สุด แม้รายงานระบุว่า กองทัพของยูเออีมียุทโธปกรณ์ครบครัน ทั้งเครื่องบินรบและเครือข่ายเฝ้าระวังที่ผลิตโดยชาติตะวันตก
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / CNN