ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวยืนยันถึงเงื่อนไขเดิมในการจบสงครามอิหร่าน คือ การห้ามอิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งขณะนี้การเจรจาได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว และหากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ สหรัฐฯ อาจต้องหันไปใช้มาตรการทางทหารอีกครั้งในเร็ววัน โดยการโจมตีรอบตีรอบใหม่นี้ กองทัพจะพยายามจำกัดความสูญเสียต่อชีวิตให้น้อยที่สุด
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเตือนว่า สถานการณ์ขณะนี้มีความหมิ่นเหม่และอาจบานปลายอย่างรวดเร็ว หากสหรัฐฯ ยังไม่ได้รับคำตอบที่น่าพ่อใจจากอิหร่าน
โดยหลังจากที่ทรัมป์สั่งระงับการโจมตีอิหร่านตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. การเจรจาเพื่อยุติสงครามถูกวิจารณ์ว่าแทบไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกิดขึ้นเลย ในขณะที่ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นได้ฉุดคะแนนนิยมของผู้นำสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์นี้ อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่ให้แก่สหรัฐฯ แต่รายละเอียดที่เปิดเผยต่อสาธารณะยังคงเป็นเงื่อนไขเดิมที่ ประธานาธิบดีทรัมป์เคยปฏิเสธไปแล้ว ซึ่งรวมถึงข้อเรียกร้องสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ, การชดเชยความเสียหายจากสงคราม, การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร, การปล่อยอายัดทรัพย์สิน และการถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากพื้นที่
ที่ผ่านมา อิหร่านได้ข่มขู่ซ้ำหลายครั้งว่า จะตอบโต้การโจมตีครั้งใหม่ด้วยการโจมตีประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ
โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ค. กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้ส่งสัญญาณว่า อาจขยายวงการโจมตีเป้าหมายออกไปนอกภูมิภาคด้วย
อิสราเอลเริ่มเนรเทศนักเคลื่อนไหวกองเรือมนุษยธรรมกาซา
สำนักข่าว อัล จาซีรา รายงานว่า อิสราเอลได้เริ่มเนรเทศนักเคลื่อนไหวกลุ่มเรือขนส่งสินค้ากาซาที่ถูกควบคุมตัวหลังจากได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์กักกันแล้ว
กลุ่มสิทธิมนุษยชนอาดาลาห์กล่าวว่า พวกเขาได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากกรมราชทัณฑ์อิสราเอลและหน่วยงานของรัฐว่า สมาชิกทั้งหมดของกลุ่ม Global Sumud Flotilla และ Freedom Flotilla Coalition ที่ถูกควบคุมตัวได้รับการปล่อยตัวแล้ว และกำลังถูกส่งตัวเพื่อเนรเทศ
ตามรายงานของอาดาลาห์ นักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่กำลังถูกนำตัวไปยังสนามบินราโมนเพื่อขึ้นเครื่องบินออกนอกประเทศ ในขณะที่ทีมกฎหมายของพวกเขากำลังติดตามกระบวนการเพื่อให้แน่ใจว่านักเคลื่อนไหวทุกคนได้รับการเนรเทศอย่างปลอดภัยและครบถ้วนโดยไม่ล่าช้าอีกต่อไป
ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถานเตรียมเยือนเตหะราน
สำนักข่าว ISNA ของอิหร่านรายงานว่า อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน กำลังเดินทางไปยังเตหะราน
เมื่อวันที่ 20 พ.ค. โมห์ซิน นาควิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของปากีสถาน ก็เดินทางไปยังเตหะรานเช่นกัน ซึ่งเป็นการเยือนอิหร่านครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์
สำนักข่าว ISNA ของอิหร่านรายงานว่า การเยือนเตหะรานของหัวหน้ากองทัพปากีสถานมีจุดประสงค์เพื่อลดช่องว่างและช่วยให้มีการประกาศความเข้าใจอย่างเป็นทางการ
ISNA กล่าวว่า “ข้อความของอิหร่านกำลังถูกหารือในเตหะรานเกี่ยวกับกรอบโดยรวม รายละเอียดบางประการ และมาตรการสร้างความไว้วางใจเพื่อเป็นหลักประกัน” และเสริมว่า “ข้อความที่ส่งมานั้นได้ลดช่องว่างลงไปบ้างแล้ว แต่การลดช่องว่างเพิ่มเติมจำเป็นต้องยุติการยั่วยุให้เกิดสงครามจากวอชิงตัน”
ดังนั้น การเยือนของมูนีร์จึง “มุ่งเป้าไปที่การลดช่องว่างเหล่านี้และไปสู่ช่วงเวลาสำหรับการประกาศบันทึกความเข้าใจอย่างเป็นทางการ”
โลกประณาม รมว.ความมั่นคงอิสราเอล เยาะเย้ยนักเคลื่อนไหวที่ถูกจับกุม
อิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล ถูกทั่วโลกตำหนิอย่างรุนแรง รวมถึงจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ด้วย หลังจากเผยแพร่คลิปวิดีโอเยาะเย้ยนักเคลื่อนไหวที่ถูกจับกุม
นักเคลื่อนไหวกลุ่มดังกล่าวคือ กองเรือซูมุดโลก (GSF) ซึ่งเป็นกองเรือมนุษยธรรมช่วยเหลือกาซา ถูกจับกุมเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาในน่านน้ำสากล เนื่องจากพยายามแล่นเรือเข้าไปมอบความช่วยเหลือให้ฉนวนกาซา โดยมีพลเมืองหลายสัญชาติถูกจับกุม เช่น ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ เกาหลีใต้ ฯลฯ
แต่เมื่อวันที่ 20 พ.ค. เบน-กวีร์ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอเยาะเย้ยนักเคลื่อนไหวเหล่านั้น โดยบอกพวกเขาว่าสมควรถูกจำคุกเป็นเวลานาน
คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นเขาเดินอยู่ท่ามกลางผู้ถูกควบคุมตัวประมาณ 430 คน ในคลิปหนึ่ง นักเคลื่อนไหวที่ถูกมัดมือไว้ด้านหลังกำลังคุกเข่า ศีรษะแตะพื้นภายในพื้นที่ควบคุมตัวชั่วคราว และบนดาดฟ้าเรือ
เบน-กวีร์กล่าวว่า “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล เราคือเจ้าของที่ดิน” พร้อมโบกธงชาติอิสราเอลขนาดใหญ่ นักกิจกรรมคนหนึ่งที่ถูกใส่กุญแจมือตะโกนว่า “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” ขณะที่เบน-กวีร์เดินผ่านไป และถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผลักลงพื้นทันที
ในวิดีโออีกคลิปหนึ่ง เบน-กวีร์กล่าวว่า นักกิจกรรมเหล่านั้น “มาที่นี่ด้วยความภาคภูมิใจราวกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ดูพวกเขาสิ” พร้อมทั้งขอร้องให้เนทันยาฮูอนุญาตให้เขาคุมขังพวกเขา
“ผมขอพูดกับนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูว่า ส่งตัวพวกเขามาให้ผมเป็นเวลานาน ๆ ส่งตัวพวกเขามาให้เราเพื่อคุมขังในเรือนจำผู้ก่อการร้าย” เบน-กวีร์กล่าว
คลิปเหล่านี้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากนานาประเทศ โดย อีเว็ตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ กล่าวว่า วิดีโอดังกล่าว “ละเมิดมาตรฐานขั้นพื้นฐานที่สุดของความเคารพและศักดิ์ศรี” ในการปฏิบัติต่อผู้คน และเรียกร้องคำอธิบายจากทางการอิสราเอล
ขณะที่อิตาลีประณามการปฏิบัติต่อนักกิจกรรมที่ถูกควบคุมตัวว่าเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเรียกวิดีโอของเบน-กวีร์ว่าเป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” นอกจากนี้ แคนาดายังเรียกตัวเอกอัครราชทูตอิสราเอลเพื่อประท้วงการปฏิบัติต่อผู้ถูกควบคุมตัวชาวอิตาลีและเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขาทันที
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแคนาดา อนิตา อานันด์ กล่าวว่า เธอได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เรียกตัวเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำกรุงออตตาวามาพูดคุยแล้ว
ทั้งตุรกีและกรีซยังประณามการปฏิบัติของอิสราเอลต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหว โดยกระทรวงการต่างประเทศตุรกีกล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าว “แสดงให้โลกเห็นอย่างเปิดเผยถึงความคิดที่รุนแรงและป่าเถื่อน” ของรัฐบาลอิสราเอล ส่วนกระทรวงการต่างประเทศกรีซเรียกการกระทำของเบน-กวีร์ว่า “ยอมรับไม่ได้และสมควรถูกประณามอย่างยิ่ง” และกล่าวว่าได้ยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการแล้ว
ด้านนายกฯ อิสราเอลอย่างเนทันยาฮูเองก็กล่าวว่า แม้ว่าอิสราเอลจะมีสิทธิ์ทุกประการในการหยุดยั้ง “ขบวนเรือที่ยั่วยุของกลุ่มผู้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายฮามาส” แต่การกระทำของรัฐมนตรี อิตามาร์ เบน-กวีร์ ต่อนักเคลื่อนไหวเหล่านั้น “ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและบรรทัดฐานของอิสราเอล”
รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล กิเดียน ซาร์ ยังตำหนิเบน-กวีร์อย่างเปิดเผย โดยกล่าวว่า “คุณจงใจสร้างความเสียหายให้กับรัฐของเราด้วยการแสดงที่น่าอับอายนี้ ไม่ คุณไม่ได้เป็นหน้าเป็นตาของอิสราเอล”
เบน-กวีร์ตอบโต้ซาร์ในรัฐสภาอิสราเอล โดยกล่าวหาว่าเขา “ก้มหัวให้ผู้ก่อการร้าย” และการที่อิสราเอลขอโทษนักกิจกรรมจะเป็นการส่งสารแห่ง “ความอ่อนแอ” “การยอมจำนน” และ “การยอมแพ้”
ด้าน ราเนีย บาทริซ โฆษกของกลุ่ม GSF กล่าวว่า เบน-กวีร์โพสต์วิดีโอเช่นนี้เพราะโลกยังไม่ได้เรียกร้องให้อิสราเอลรับผิดชอบ “ถ้าพวกเขาทำแบบนั้นกับชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ชาวแอฟริกาใต้ และทั่วโลก ลองนึกภาพดูสิว่าพวกเขาจะทำอะไรกับชาวปาเลสไตน์”
บาทริซเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เพิ่มการตอบสนอง “จดหมายที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการในตอนนี้ เราต้องการการกระทำมากกว่านี้”
เพนตากอนเตือน อิหร่านเริ่มจับทางเครื่องบินรบสหรัฐฯ ได้แล้ว
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตือน กองทัพอิหร่านสามารถยกระดับความแม่นยำด้านการประเมินรูปแบบการปฏิบัติภารกิจทางอากาศของเครื่องบินอเมริกัน โดยอาศัยประสบการณ์จากการต่อสู้ที่เริ่มต้นขึ้นเกือบ 3 เดือนที่แล้ว
คำเตือนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในรายงานลับที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนของกระทรวงกลาโหม หรือเพนตากอน ได้ส่งให้ประธานาธิบดีทรัมป์พิจารณา โดยเนื้อหาหลักเป็นการพูดถึงพัฒนาการของอิหร่านในการตรวจจับ แกะรอย และคาดเดาปฏิบัติการทางอากาศของสหรัฐฯ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นชาติที่มีประสิทธิภาพการสู้รบในด้านนี้มากที่สุด
การประเมินโดยหน่วยงานภายในของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า การปรับตัวของอิหร่านได้ก้าวพ้นเป้าหมายหลักที่จำกัดเพียงแค่การเอาตัวรอดในสนามรบไปแล้ว เนื่องจากการสู้รบที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทำให้รัฐบาลเตหะรานสามารถวิเคราะห์รูปแบบการบินของเครื่องบินสหรัฐฯ อีกทั้งยังปรับใช้การสนับสนุนด้านข่าวกรองจากประเทศอื่นให้เป็นประโยชน์ และปรับเปลี่ยนวงจรการปะทะกับยุทธโปกรณ์สหรัฐฯที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่
เจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งยังมองว่า ประสิทธิภาพของระบบป้องกันภันทางอากาศอิหร่านที่ดีขึ้นได้ส่งผลกระทบในภาพรวมมากขึ้นต่อความเชื่อมั่นของมาตรการป้องปราม ระบบความมั่นคงที่มุ่งเน้นการคุ้มครองประเทศริมอ่าวเปอร์เซีย และการวางแผนปฏิบัตภารกิจทางทหารทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางในอนาคต
คำเตือนดังกล่าวของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการถกเถียงกันเกี่ยวกับผลลัพธ์ของสงครามที่เปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. โดย พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า สหรัฐฯ สามารถควบคุมน่านฟ้าของอิหร่านได้เกือบทั้งหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาการสู้รบเกือบ 3 เดือน อิหร่านสามารถยกระดับและปรับเปลี่ยนวิธีป้องกันการโจมตีได้รวดเร็วกว่าที่มีการประเมินไว้ในช่วงแรก ๆ ของการสู้รบ
รายงานข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุว่า ตัวอย่างเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลคือการยิงเครื่องบินขับไล่อเมริกันจนร่วงตกจากท้องฟ้าและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินอีกลำ ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยีหลบหลีกเรดาร์เช่นกัน
เหตุการณ์ทั้งสองนี้ได้กลายเป็นหัวข้อหลักของการหารือภายในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เกี่ยวกับรูปการปฏิบัติภารกิจที่คาดเดาได้และขีดความสามารถด้านการสกัดกั้นการโจมตีของอิหร่าน