ท่ามกลางความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในการผลักดันข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบกลับมาพูดถึงอีกครั้ง คือ "ข้อตกลงอับราฮัม" (Abraham Accords) ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายต่างประเทศสำคัญของทรัมป์สมัยแรก
ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่าเขาร้องขออย่างเป็นทางการให้ทุกประเทศเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุว่าซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ ควรเริ่มเข้าร่วมข้อตกลงนี้ก่อน และประเทศอื่นควรเดินตาม
ข้อตกลงอับราฮัม คืออะไร?
ข้อตกลงอับราฮัม คือชุดข้อตกลงเพื่อฟื้นฟูและสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอลกับประเทศอาหรับหลายชาติ โดยข้อตกลงฉบับแรกลงนามที่ทำเนียบขาวในปี 2020 ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน โดยมีรัฐบาลทรัมป์เป็นคนกลางในการเจรจา
บุคคลสำคัญเบื้องหลังการผลักดันคือ จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยและที่ปรึกษาอาวุโสของทรัมป์ ซึ่งทำงานร่วมกับผู้นำอ่าวอาหรับและเจ้าหน้าที่อิสราเอล หลังจากนั้น โมร็อกโกและซูดานเข้าร่วมเพิ่มเติมในปี 2020 - 2021 ก่อนที่คาซัคสถานจะเข้าร่วมเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา
ก่อนหน้าข้อตกลงนี้ มีเพียงอียิปต์และจอร์แดนเท่านั้นที่ยอมรับรัฐอิสราเอลอย่างเป็นทางการ ขณะที่หลายประเทศอาหรับยืนยันมาตลอดว่าจะไม่ฟื้นสัมพันธ์กับอิสราเอลจนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์
ผลกระทบของข้อตกลงอับราฮัม
ข้อตกลงอับราฮัม เปิดทางให้เกิดความร่วมมือด้านการทูต การค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคงระหว่างอิสราเอลกับประเทศที่ลงนาม หลังข้อตกลงมีผลบังคับใช้ ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการค้า การป้องกันประเทศ และการบินตรงระหว่างนครเทลอาวีฟกับดูไบ
ข้อมูลจากสถาบัน Abraham Accords Peace ระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิกข้อตกลงทะลุ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2023
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงเริ่มเผชิญแรงกดดันหนักหลังสงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นจากเหตุโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อเดือนตุลาคม 2023 ซึ่งทำให้ชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติเสียชีวิตราว 1,200 คน ขณะที่ฝ่ายปาเลสไตน์ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในกาซามากกว่า 60,000 คน
กระแสโกรธแค้นในโลกอาหรับทำให้หลายรัฐบาลชะลอการขยายความร่วมมือกับอิสราเอล แม้ข้อตกลงยังคงมีผลอยู่ก็ตาม
ประเทศอื่นจะเข้าร่วมหรือไม่?
แม้ทรัมป์พยายามผลักดันให้มีสมาชิกใหม่ แต่ปากีสถานออกมาปฏิเสธทันที โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลระบุว่า ข้อตกลงอับราฮัมกับการเจรจาอิหร่านไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่ควรถูกเชื่อมโยงกัน ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ที่ร่วมสายโทรศัพท์กับทรัมป์ เช่น ตุรกี กาตาร์ จอร์แดน และซาอุฯ ยังไม่มีปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการ
ทรัมป์ยังแสดงความหวังว่า แม้แต่อิหร่านอาจเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัมได้ในอนาคต หากบรรลุข้อตกลงสันติภาพ แต่เตหะรานไม่เคยยอมรับรัฐอิสราเอลมาตลอดหลายทศวรรษ และหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของทรัมป์ คือการดึงซาอุดีอาระเบียเข้าร่วม เพราะถือเป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงในโลกอาหรับและโลกมุสลิม
อย่างไรก็ตาม ก่อนเกิดความรุนแรงในกาซา รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เคยพยายามผลักดันดีลฟื้นสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ กับอิสราเอล แต่สุดท้ายต้องหยุดชะงัก เพราะซาอุฯ ยืนยันว่าต้องมีความคืบหน้าที่น่าเชื่อถือเรื่องรัฐปาเลสไตน์ก่อน
แดน ชาปิโร อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล มองว่าความพยายามของทรัมป์ในการเชื่อมการขยายข้อตกลงอับราฮัมเข้ากับข้อตกลงอิหร่าน เป็นแนวคิดที่ซับซ้อนเกินจำเป็นและไม่สมจริง
ขณะที่ อาลี วาเอซ ผู้อำนวยการโครงการอิหร่านของ International Crisis Group มองว่า ทรัมป์กำลังพยายามขายภาพภาคต่อของข้อตกลงอับราฮัม เพื่อทำให้ข้อตกลงกับอิหร่านดูเป็นผลดีต่ออิสราเอล ภูมิภาคตะวันออกกลาง และสหรัฐฯ แต่เตือนว่า ความหวังในการสร้างระเบียบใหม่ตะวันออกกลางผ่านข้อตกลงเปราะบางเช่นนี้ อาจเป็นเพียงภาพฝัน
ที่มา: ABC News