สื่อสหรัฐฯรายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ได้ยกระดับเฝ้าระวังการดักฟังข้อมูลลับจากทางอิสราเอล จากระดับ "สูง" เป็นระดับ "วิกฤต" ท่ามกลางรายงานข่าวเรื่องความสัมพันธ์ที่ส่อเค้าตึงเครียด
โดยสำนักข่าว NBC News รายงานข่าวนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จากนั้นหนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ก็รายงานในลักษณะเดียวกัน โดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ พร้อมระบุว่า ความเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายของเพนตากอน มีขึ้นท่ามกลางความกังวลเรื่องการใช้ยุทธวิธีที่แข็งกร้าวขึ้น ในสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน
เบื้องต้น หน่วยงานด้านข่าวกรองของเพนตากอน (DIA) ได้ยกระดับการเตือนภัยจากระดับ "สูง" สู่ระดับ "วิกฤต" ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จากความกังวลว่า อิสราเอลจะพยายามดักฟังและสอดแนมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาและกำหนดนโยบายต่ออิหร่าน รวมถึง สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์
ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้แบ่งปันข้อมูลเชิงยุทธวิธีและข้อมูลปฏิบัติการให้กับกองทัพอิสราเอลอยู่แล้ว แต่คาดว่า อิสราเอลต้องการข้อมูลเจาะลึกจากวงในมากขึ้น เป้าหมายคือเพื่อทำความเข้าใจจุดยืนของทำเนียบขาว รวมถึงทรัมป์ ผู้ซึ่งเปลี่ยนท่าทีไปมา ในการยุติสงครามอิหร่าน
นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า แม้ที่ผ่านมา อิสราเอลจะสอดแนมสหรัฐฯ อยู่ตลอดอยู่แล้ว แต่เพนตากอนตรวจพบว่า กิจกรรมสอดแนมเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 ในช่วงที่รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอลเกี่ยวกับสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา และการสอดแนมยังดำเนินต่อเนื่องมาถึงปี 2025 หลังทรัมป์หวนคืนสู่ทำเนียบขาว โดยจะมุ่งเป้าไปที่ข้อมูลเกี่ยวกับอิหร่านเป็นหลัก
รายงานข่าวนี้ มีขึ้นไม่นานหลังจากมีกรณีที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยกหูคุยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู โดยมีการใช้คำหยาบต่อว่าที่อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่สหรัฐฯ กำลังพยายามผลักดันข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน จนเกิดการตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกิดรอยร้าวขึ้นในความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของสองผู้นำ แม้ทั้งสองฝ่ายจะยืนยันแล้วว่า ความสัมพันธ์ยังดี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ตาม
ในฝั่งของทรัมป์ แสดงจุดยืนอยากจบสงคราม ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ แต่เนทันยาฮู อยากให้กลับมาทำสงครามเต็มรูปแบบ และยังเดินหน้าถล่มเลบานอน รวมถึงกาซาอย่างต่อเนื่อง ด้านสหรัฐฯ และอิสราเอลยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการต่อรายงานดังกล่าว