สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังไม่มีสัญญาณว่าจะสิ้นสุดลง แม้สหรัฐฯและอิหร่านได้หยุดพักการปะทะรอบใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยล่าสุด นายทหารระดับแกนนำของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามเตือนว่าอิหร่านพร้อมทำสงครามยืดเยื้ออีกหลายปี จนกว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะพ้นจากตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ
คำเตือนล่าสุดนี้เป็นของพลจัตวา โมฮัมหมัด เรซา นักดี ที่ปรึกษาอาวุโสผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระหว่างการสัมภาษณ์สื่อสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
พลจัตวา นักดี ระบุว่าอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการรับมือกับสหรัฐฯคือการต่อสู้เพื่อสร้างความเสียหายไปเรื่อยๆจนกว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะดำรงตำแหน่ง
พลจัตวา นักดี ยังแสดงจุดยืนสนับสนุนให้อิหร่านทำสงครามกับสหรัฐฯ ต่อไป เนื่องจากเป็นการสร้างประสบการณ์ด้านการสู้รบ และป้องปรามไม่ให้เกิดการโจมตีขึ้นอีกในอนาคต
โดย พลจัตวา นักดี เชื่อว่า อิหร่านกำลังเป็นฝ่ายชนะในการทำสงครามกับสหรัฐฯ ซึ่งอ่อนแอกว่าที่เคยประเมินไว้ พร้อมยืนยันว่า อิหร่านมีศัยภาพมากพอที่จะเดินหน้าสู้รบอีกหลายปี โดยยุทโธกรณ์สำคัญอย่างขีปนาวุธถูกผลิตออกมาได้มากกว่าจำนวนที่ถูกยิงออกไป อีกทั้งฐานการผลิตยังตั้งอยู่กระจัดกระจายในหลายพื้นที่
แต่หากขีปนาวุธเหล่านี้หมดไป อิหร่านยังมีทางเลือกอื่นที่สร้างความอันตรายได้มากกว่า โดยเฉพาะแหล่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯนับหมื่นแห่งทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม พลจัตวา นักดี ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดว่าอิหร่านมีแผนโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯในส่วนใดและอย่างไรบ้าง
การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนที่สุดจากนายทหารระดับสูงของอิหร่านเกี่ยวกับระยะเวลาการทำสงคราม ซึ่งเชื่อมโยงกับวาระการดำรงตำแหน่งของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่อยู่ในเก้าอี้ผู้นำมาแล้ว 2 สมัย และ แสดงความสนใจที่จะลงแข่งขันเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯเป็นสมัยที่ 3 ในปี 2028 แต่กฎหมายไม่อนุญาต
ขณะเดียวกันสำนักข่าวรอยเตอส์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิหร่านที่ยืนยันว่าไม่มีการเจรจากัยสหรัฐฯเพื่อขยายเวลาการหยุดยิง
โดยการยืนยันของแหล่งข่าวรายนี้เป็นการปฏิเสธรายงานของสื่อตุรกีที่อ้างว่าสหรัฐนและอิหร่านตกลงที่จะขยายเวลาหยุดยิงต่อไปอีก 60 วัน ภายใต้บันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ที่ทั้งรัฐบาลทั้งสองประเทศร่วมลงนามเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
อีกความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับกิจการระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางคือ การบรรลุข้อตกลงฟื้นฟูการให้บริการด้านกงสุลระหว่างอิสราเอลและเวเนซุเอลา นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อทิศทางภูมิรัฐศาสตร์ของเวเนซุเอลา หลังทั้งสองประเทศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2009
แถลงการณ์โดยกระทรวงการต่างประเทศเวเนซุเอลาระบุว่า การฟื้นฟูบริการกงสุลเกิดขึ้นหลังคณะผู้แทนด้านมนุษยธรรมของอิสราเอลเดินทางเยือนเวเนซุเอลา ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา และมีการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ
ด้านกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลระบุในแถลงการณ์ว่า ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับชุมชนชาวยิวในเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพทางประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศ
เวเนซุเอลายุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล จากกรณีอิสราเอลส่งกำลังทหารบุกจู่โจมฉนวนกาซาเมื่อปี 2009
อย่างไรก็ตาม เวเนซุเอลาเริ่มกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของอิสราเอล หลังสหรัฐจับกุมนายนิโคลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลการากัสต้องลดระดับความสัมพันธ์กับอิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรดั้งเดิม