นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ธนาคารพร้อมเร่งเครื่องขยายฐานสินเชื่อเชิงรุก ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (MSME) รวมถึงสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต (Nano and Micro Credit) ให้เติบโตอย่างมั่นคง
โดยต่อยอดจาก 4 ความสำเร็จในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่
1. การเติบโตของสินเชื่ออย่างแข็งแกร่ง (Strong Growth)
ธนาคารประสบความสำเร็จในการผลักดันสินเชื่อให้เติบโตตามเป้าหมาย โดยสินเชื่อปล่อยใหม่ขยายตัว 13.1% YoY สู่ระดับ 194,080.5 ล้านบาท จากจำนวนลูกค้า 316,075 ราย แบ่งเป็นสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต 83% สินเชื่อเพื่อธุรกิจไมโคร SME 7% สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน 5% และสินเชื่อบุคคลและอื่น ๆ 5%
พร้อมกันนี้ ธนาคารเปิดตัวศูนย์ธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (MSME Business Center) แห่งใหม่ 6 แห่ง ในจังหวัดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ ชลบุรี ขอนแก่น สมุทรสาคร นครราชสีมา และสุราษฎร์ธานี เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้ประกอบการ SME ในระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
“ธนาคารให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรายย่อย และมั่นใจว่าสิ้นปี 2569 ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่จะแตะระดับ 200,000 ล้านบาท” นายรอยย์กล่าว
2. การปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทน (Improved NIM)
ธนาคารเดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ได้แก่ สินเชื่อ SME กล้าช่วย สำหรับผู้ประกอบการที่มีที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สินเชื่อ SME กล้าสู้ ซึ่งใช้โมเดล Risk-Based Pricing รวมถึงผลิตภัณฑ์ Micro Max ที่ขยายวงเงินสินเชื่อครอบคลุมกลุ่มผู้ค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน พอร์ตสินเชื่อบุคคล (Personal Loan) ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง
3. การเสริมพลังและสนับสนุนผู้ประกอบการ MSME (MSME Empowerment)
ธนาคารขยายโอกาสการเข้าถึงเงินทุน เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางธุรกิจและโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ให้แก่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก พร้อมขานรับและขับเคลื่อนมาตรการ Quick Big Win ของภาครัฐอย่างเต็มกำลัง เพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือทางการเงินสู่ผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที
4. การรักษาเสถียรภาพและคุณภาพสินทรัพย์ (Stable NPL and Asset Quality)
ธนาคารยกระดับกระบวนการคัดกรองลูกหนี้และคุณภาพการเปิดบัญชีใหม่ ควบคู่กับการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนดำเนินมาตรการช่วยเหลือและปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกแก่กลุ่ม MSME เพื่อควบคุมและรักษาเสถียรภาพของ NPL ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและยั่งยืน
ROE 16.1% มั่นใจมีโอกาสแตะเป้าหมาย 20%
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (1H26) ซึ่งสามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนงานในทุกมิติ โดยพอร์ตสินเชื่อเติบโต 13.1% YoY สอดรับกับเป้าหมายการเติบโตระดับเลขสองหลัก (Double Digit) ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 16.1% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมาย 16.0–20.0% “ค่อนข้างมั่นใจว่า ROE จะมีโอกาสไปถึง 20% ได้ตามเป้าหมาย โดยดูจากความสามารถในการชำระหนี้ที่มีประสิทธิภาพ” นายรอยย์กล่าว
ส่วนการบริหารจัดการต้นทุน ธนาคารสามารถควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio: CIR) อยู่ที่ 43.2% และรักษาเสถียรภาพของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับต่ำที่ 4.3% ซึ่งดีกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ต่ำกว่า 4.5% สะท้อนถึงการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และมีคุณภาพ “ธนาคารประสบความสำเร็จในการรักษาเสถียรภาพของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจหลัก” นายรอยย์กล่าว
ทั้งนี้ การเติบโตของสินเชื่อในช่วงครึ่งแรกของปีถือเป็นสถิติสูงสุดที่ธนาคารเคยทำได้สำหรับช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปริมาณสินเชื่ออยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับสถิติที่ผ่านมา และจากแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารมีความมั่นใจว่าผลการดำเนินงานในปีนี้จะออกมาดีกว่าปีก่อน ธนาคารมองว่าแนวโน้มดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อตลาด ผู้ประกอบการ และนักลงทุน โดยยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโต ควบคู่กับการรักษาคุณภาพสินเชื่อให้มีเสถียรภาพ
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในอนาคต ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ Micro SME ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ (Underserved) ควบคู่กับการขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านแอปพลิเคชัน Micro Pay e-Wallet และ alpha by Thai Credit
นอกจากนี้ ธนาคารเตรียมความพร้อมเปิดตัวระบบ Core Banking ใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและบริหารต้นทุนในระยะยาว พร้อมเดินหน้าสานต่อโครงการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงินและช่วยลดความเสี่ยง NPL ในพอร์ตสินเชื่ออย่างยั่งยืน
ผลมาตรการภาครัฐช่วยหนุน SME
นอกจากนี้ ในปีนี้ภาครัฐมีโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการออกมาเป็นจำนวนมาก โดยมาตรการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในปีนี้ แต่มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปีก่อน และมีเป้าหมายสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อย มาตรการเหล่านี้ยังช่วยสนับสนุนให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อแก่เอสเอ็มอีรายเล็กได้มากขึ้น โดยธนาคารไทยเครดิตถือเป็นหนึ่งในธนาคารที่ได้รับประโยชน์ เนื่องจากมุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนาดเล็กอยู่แล้ว และสามารถนำประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวส่งต่อไปยังลูกค้าได้ ตัวอย่างเช่น โครงการค้ำประกันสินเชื่อของไทยเครดิต ซึ่งเป็นมาตรการที่เปิดตัวตั้งแต่ปีก่อน รวมถึงโครงการ Credit Boost และ Quick Big Win ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายเล็ก
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งช่วยสนับสนุนลูกค้าของธนาคาร โดยหลังจากรัฐบาลเริ่มดำเนินโครงการ ธนาคารพบว่าผู้ประกอบการร้านค้าและพ่อค้าแม่ค้ามียอดขายและรายได้ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนถึงผลเชิงบวกต่อกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย
มองคู่แข่งชะลอสินเชื่อ SME เป็นโอกาสขยายตลาด
สำหรับกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปมีแนวโน้มเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีมากขึ้น และบางส่วนหันไปให้ความสำคัญกับตลาดตราสารหนี้นั้น นายรอยย์มองว่า ธนาคารแต่ละแห่งมีตลาดและความท้าทายที่แตกต่างกัน ทั้งกลุ่มลูกค้าองค์กรและกลุ่มผู้บริโภค
สำหรับไทยเครดิต ธนาคารเลือกมุ่งเน้นตลาดเอสเอ็มอี โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรายเล็ก เนื่องจากมองว่ายังมีตลาดขนาดใหญ่อีกมากที่ลูกค้ายังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินอย่างเพียงพอ หรือเป็นกลุ่ม Underserved ซึ่งถือเป็นจุดยืนของธนาคารในการเข้าไปให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินแก่ลูกค้ากลุ่มดังกล่าว พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตในตลาดนี้
อย่างไรก็ตาม การเข้าไปสนับสนุนลูกค้าไม่ได้หมายถึงการให้ความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่ธนาคารต้องการเข้าไปสนับสนุนธุรกิจของลูกค้าในช่วงที่ต้องการเงินทุน โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าผู้ประกอบการจะต้องสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการเติบโตของธุรกิจได้จริง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร