ในปัจจุบันไข้หวัดใหญ่ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยอยู่ในลำดับต้นๆและยังคงส่งผลกระทบต่อการสูญเสียเศรษฐกิจของประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลการศึกษา ถึงภาระของโรคไข้หวัดใหญ่พบว่าในปี 2547มีต้นทุนของเศรษฐศาสตร์ของไข้หวัดใหญ่ตาม ฤดูกาลสำหรับประเทศไทยอยู่ระหว่าง 928-2360 ล้านบาท และจากการประมาณการ ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์กรณีเกิดการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ในปี2551อยู่ระหว่าง 4.74-46.15พันล้านบาท ในปี2552อยู่ระหว่าง 4.78-46.60 พันล้านบาทและปี 2553อยู่ระหว่าง 4.84-47.20 พันล้านบาท
ถึงแม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสำนักงานประกัน สุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ต่างก็รณรงค์ถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง แต่ประชาชนยังขาดการรับรู้ ขาดความเข้าใจใน เชิงการดูแลป้องกันและยังไม่ตระหนักถึงมหัตภัยไข้หวัดใหญ่อาจจะทำให้สูญเสียชีวิตได้ เนื่อง ด้วยสถิติของผู้ที่เข้ามารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่มาก หรือประมาณร้อยละ10เท่านั้น ในขณะที่ประเทศไทยคาดการว่ามีประชากรใน7กลุ่มเสี่ยงอยู่ ประมาณ20ล้านคนหรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า1ใน5ของประชากรไทยทั้งหมด ได้แก่
1)หญิง ตั้งครรภ์4เดือนขึ้นไป
2) เด็กอายุ6เดือนถึง2ปี
3)ผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร้งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน
4) ผู้สูงอายุที่อายุ65ปีขึ้นไป
5) ผู้พิการทางสมองช่วยเหลือตนเองไม่ได้
6) โรคธาลัสซีเมีย ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ และ
7) โรคอ้วนหรือผู้ที่มีน้ำหนักร้อยกิโลกรัมขึ้นไป หรือดัชนีมวลการตั้งแต่35กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งหากกลุ่มเสี่ยงนี้เกิดภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่ อาจทำให้มีโอกาสเสียชีวิตในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มคนปกติมากที่สุดถึง100เท่า
ทางคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้มีการจัดงาน”Flu Voice เสวนา เรื่อง โรคไข้หวัดใหญ่” ขึ้นเพื่อให้เกิดการเสวนาภายใต้บริบทด้านการดูแล รักษา โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงการนำเสนอและแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจในผลการวิจัยทางคลินิก และประโยชน์ ของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยที่มีกลุ่มเสี่ยง ซึ่งภายในงานมีการร่วมพูดคุยถึงแผนการดำเนินงานขยายการสร้างภูมิคุ้มกันวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย บทบาทและการบริหารงานด้านวัคซีนไข้หวัดใหญ่และร่วมกันเสวนา เรื่อง Flu Prevention for high risk groups
รศ.นพ. ประตาป สิงหศิวานนท์ คณบดี คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ปัจจุบันมิติของโรคเปลี่ยนไปมาก เนื่องด้วยมนุษย์สามารถเดินทางไปในที่ใดที่หนึ่งของโลกได้ภายในไม่เกิน36-38ชั่วโมงการเดินทางที่รวดเร็วนี้ทำให้มีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ซึ่งไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อไวรัสที่มีอัตราการกลายพันธุ์สูงดังนั้นในแต่ละปีไวรัสไข้หวัดใหญ่มักมีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ ทำให้สามารถก่อโรคในคนได้ทุกปีนั่นจึงเป็นสาเหตุที่จะต้องมีการพัฒนาวัคซีนอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ครอบคลุมสายพันธุ์ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ในแต่ละปีให้ได้มากที่สุดจึงเป็นเรื่องท้าทายของภาควิชาเวชศาสตร์และหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะต้องศึกษาค้นคว้าอยู่ตลอดเพื่อพยายามควบคุมการแพร่กระจายโรคระบาดรวมไปถึงไวรัสไข้หวัดใหญ่
โดย นพ. รัฐพล เตรียมวิชานนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เผย ว่า หน้าที่ของ สปสช. คือการจัดสรรงบประมาณที่จะได้ให้ประชาชนได้รับวัคซีน การฉีดวัคซีนนั้นเริ่มขึ้นในปี2551จนถึงปี2562รวมเป็นเวลา12ปีแล้ว ในปีแรกๆมีปัญหาคือคนที่เป็นไข้หวัด ใหญ่นั้นเป็นแล้วมีอาการทรมานมากมีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูงและมีค่าใช้จ่ายสูง ผู้ป่วยบางท่าน ต้องนอนในห้องICU จึงมีหลักการคือการป้องกันไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อปี2561 ได้รับ วัคซีนจากสำนักงานจัดสรรงบประมานถึง 3.5ล้านโด๊สและปีนี้ได้รับเพิ่มเป็น4ล้านโด๊สและคาดว่าในปีหน้าจะได้รับเพิ่มเป็น7ล้านโด๊ส
ด้าน ศ. เกียรติคุณ นพ. ประเสริฐ ทองเจริญ ประธาน มูลนิธิส่งเสริมศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวว่า ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมี 3 ชนิดคือ A B และC ไวรัสชนิด A เป็นชนิดที่ทำให้เกิดการระบาดอย่างกว้างขว้างโดยมีไวรัสไข้หวัดใหญ่ influenza A (H3N2) เป็นไวรัสที่พบมากกว่าไวรัสอื่น ส่วนไวรัสชนิดB ทำให้เกิดการระบาดในพื้นที่ระดับภูมิภาค ส่วนชนิดCมักจะเป็นการติดเชื้อที่แสดงอาการอย่างอ่อนหรือไม่แสดงอาการและไม่ทำให้เกิดการระบาด
นพ.ประเสริฐ กล่าวต่อว่าสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ในปี2561 กรมควบคุม โรคมีรายงานว่าพบผู้ป่วย 185,829ราย คิดเป็นอัตราป่วย 284.23 ต่อแสนของจำนวนประชากร เสียชีวิต 32 ราย ดั้งนั้นประชาชนควรที่จะไปเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนและการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ถึงจะไม่สามารถมีผลป้องกันได้ทั้งหมดแต่ถ้าได้รับวัคซีนอาการจะไม่รุนแรงและยังช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้
ส่วนสถานการณ์ของปี2562 เป็นเวลาเพียง 2 เดือน ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-21 ก.พ.2562พบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ถึง 46,648 ราย เสียชีวิต 4 ราย และสถานที่ที่พบได้มากที่สุด คือ โรงเรียน เรือนจำ ค่ายทหาร และโรงพยาบาล
ในส่วนของ รศ. พญ.อรินทยา พรหมินธิกุล แพทย์เฉพาะทาง อายุรแพทย์โรคหัวใจและรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้เปิดเผยถึงข้อสรุปของผลวิจัย “Influenza Vaccination reduces cardiovascular events in patients with coronary syndrome” ว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ ทั้งนี้ประสิทธิภาพของวัคซีนไข้หวัดใหญ่แม้จะป้องกันการเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ไม่ครอบคลุมทั้งหมดแต่จะป้องกันการป่วยหนัก ป้องกันการนอนโรงพยาบาล ลดอัตราการป่วยด้วยอาการหายใจล้มเหลวและส่งผลทางอ้อมต่อการลดปอด อักเสบได้ แต่อุปสรรคของการได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ พบว่ามีอัตราการให้วัคซีนอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากผู้ป่วยไม่ทราบถึงประโยชน์และกังวลถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการได้รับวัคซีนรวมไปถึงทางแพทย์เองที่ยังมีความตระหนักและมีโอกาสน้อยที่จะให้คำแนะนำวัคซีนให้กับผู้ป่วย
ทางด้าน คุณศุภะลักษณ์ จตุเทวประสิทธิ ผู้ป่วยเบาหวาน และ ประธานชมรมเบาหวาน ได้เล่าถึงประสบการณ์โดยตรงของตนว่า โดยส่วนตัวแล้วได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันอย่างต่อเนื่องมาหลายปีเพราะเห็นคุณค่าของการป้องกันและตนเองนั้นอยู่ในกลุ่มเสี่ยงด้วย ซึ่งวัคซีนที่ฉีดนั้นมีประสิทธิภาพและเห็นผลจริงเพราะหลานไปโรงเรียนและไปติดไข้หวัดใหญ่กลับมาจากโรงเรียนทำให้พ่อแม่ของหลานก็ได้รับเชื้อป่วยทั้งครอบครัวในขณะที่ตนอยู่ในห้องเดียวกันแต่ก็ไม่ได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่เพราะตนได้มีการไปฉีดวัคซีนป้องกันมาก่อน ท้ายนี้ต้องขอขอบคุณภาครัฐสำหรับจุดเริ่มต้นที่ดี ได้เล็งเห็นความสำคัญของการป้องกันโรคและอยากวิงวอนให้ภาครัฐจัดสรรงบประมานเพิ่มเติมสำหรับการเพิ่มจำนวนวัคซีนเพื่อให้ครอบคลุมกับจำนวนผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง