เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)เป็นโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่าน จนมาถึงวันนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้จัดงานแถลงผลงาน 2 ปี อีอีซี
โดย นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อีอีซี ช่วยให้การลงทุนในประเทศดีขึ้น อย่างการออก พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 ได้สำเร็จ ตรงนี้จะเป็นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ตัวเลขเป็นแนวโน้มที่ดีในอนาคต ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ มีมูลค่าราว 6.5 แสนล้านบาท เป็นการลงทุนจากภาคเอกชน ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท และรัฐบาลลงทุน 2 แสนล้านบาท รวมถึงการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย มีผลดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ จากมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 200% ทำให้อัตราการเติบโตของ จีดีพี เพิ่มขึ้น 3.3% ในปี 2559 และ 4.2% ในปี 2561 ซึ่งทางภาคเอกชนก็มีการลงทุนที่ขยายตัวเป็นบวก 3 ปี ติดต่อกัน
ส่วนภารกิจสำคัญในปี 2562-2563 ทางคณะกรรมการพัฒนา นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้กำหนดเป้าหมาย 5 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ ทำให้ 5 โครงสร้างพื้นฐานหลักไดัผู้ลงทุนในเดือนเม.ย.นี้ให้เกิดการลงทุน 6.5 แสนล้านบาทใน 5 ปี, เร่งรัดการลงทุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย สร้างงานใหม่ 4.5 แสนตำแหน่ง, เดินหน้ายกระดับพื้นฐานด้านการพัฒนาเชิงพื้นที่, จัดวางแนวทางเมืองอัจฉริยะ และที่สำคัญคือสร้างการรับรู้ให้เข้าถึงประชาชน การลงทุนใหม่ต้องได้ 1 แสนล้านต่อปี
สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ คือ โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก, โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3, โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา, โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ทั้งหมดจะสามารถนำเข้า ครม. พูดคุยกับเอกชน ลงนามเซ็นสัญญาให้จบได้ภายในเดือนเม.ย.นี้ก่อนเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่
"สมคิด" มั่นใจไทยเศรษฐกิจดีพร้อมขึ้นแท่นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน