อินโดนีเซีย ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ตำหนิสหภาพยุโรป หลังจากกำหนดให้ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่สุ่มเสี่ยงทำให้เกิดการทำลายป่าอย่างมาก พร้อมระบุว่าอียูควรหยุดใช้น้ำมันปาล์มในพลังงานทดแทนภายในปี 2030
นายลูฮุต ปันด์ไจตัน (Luhut Pandjaitan) รัฐมนตรีประสานงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรทางทะเล กล่าวว่า อียูไม่ควรประเมินอินโดนีเซียต่ำเกินไป และย้ำว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างจริงจัง
การปลูกปาล์มน้ำมันมักจะถูกโทษว่าเป็นต้นเหตุของการทำลายป่าและแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น ลิงอุรังอุตัง และเสือโคร่งสุมาตรา แต่รัฐบาลอินโดนีเซียก็อธิบายว่าปาล์มน้ำมันใช้ที่ดินน้อยกว่าพืชเศรษฐกิจอย่างถั่วเหลือง และคาโนลา เมื่อเทียบผลผลิตที่ออกมา
ภายใต้ข้อตกลงปารีส อินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบไม่มีเงื่อนไข 29 เปอร์เซ็นต์ และแบบมีเงื่อนไข 41 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030
อินโดนีเซีย อ้างว่าอียูกำลังโจมตีปาล์มน้ำมันเพื่อปกป้องตลาดน้ำมันของตัวเอง เช่น น้ำมันดอกทานตะวันและน้ำมันคาโนลา
อินโดนีเซีย เคยกล่าวว่ากำลังเตรียมที่จะยื่นเรื่องโต้แย้งอียูและคำสั่งว่าด้วยพลังงานทดแทนของอียู ต่อองค์การการค้าโลก ทันทีที่คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ รวมถึงพิจารณาความสัมพันธ์กับชาติสมาชิกอียูที่สนับสนุนคำสั่งนั้นด้วย
ทั้งนี้ ผู้แทนอียูสำหรับอินโดนีเซียและบรูไน เคยบอกว่าอียูปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์การการค้าโลกและพร้อมที่จะหารือกับรัฐบาลอินโดนีเซียในปัญหานี้