โดยให้เหตุผลว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวถึงในหมู่ประชาชนอย่างมากว่า พลตำรวจโท.สุรเชษฐ์ฯ ได้กระทำหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางอาญาหรือวินัยร้ายแรงในเรื่องอะไรลักษณะใด และการกระทำนั้นได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและประชาชนมากน้อยเพียงใด หัวหน้า คสช.จึงได้ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวออกคำสั่งให้พ้นจากความเป็นตำรวจไปดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนเช่นนี้
ปัญหาดังกล่าว ผู้รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ไม่เคยชี้แจงเหตุผลของการออกคำสั่งนี้แต่อย่างใด ทำให้ประชาชนโจทย์ขานกันไปในทางเสื่อมเสียต่างๆ นาๆ เช่น มาจากปัญหาการเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งตำรวจที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการอย่างร้ายแรง หรือปัญหาการเช่ารถมูลค่า 70 ล้านบาทของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือการทุจริตประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่กรณีต่างๆ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรตำรวจในภาพรวมและกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นของชาติอย่างยิ่ง
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจจึงขอเรียกร้องต่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรีดังนี้
1. ให้สั่ง ผบ.ตร.ชี้แจงว่า การเสนอให้หัวหน้า คสช.ลงนามในคำสั่งดังกล่าว เนื่องจาก พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ มีพฤติการณ์กระทำความผิดอาญาหรือวินัยร้ายแรงในเรื่องใด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและประชาชนมากน้อยเพียงใด ได้มีการดำเนินคดีอาญาหรือตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่ มอบหมายให้ใครเป็นผู้รับผิดชอบ อยู่ในขั้นตอนใด จะแล้วเสร็จเมื่อใด?
2.ให้นายกรัฐมนตรีเร่งแก้ปัญหาตำรวจดังนี้
2.1 เร่งสืบสวนดำเนินคดีอาญาตำรวจผู้ใหญ่ที่ทุจริตประพฤติมิชอบในการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่รับส่วยสินบนจากแหล่งอบายมุขต่างๆ ที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติดอย่างจริงจัง หากยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญา ก็ให้ดำเนินการทางปกครองหัวหน้าสถานีและผู้บังคับการตำรวจผู้รับผิดชอบโดยถือว่าบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพเกิดความเสียหายต่อราชการ ให้สั่ง “พักราชการ” หรือ “สำรองราชการ” ทันที หากมีหน่วยอื่นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครองหรือทหารเข้าจับกุมได้
“บิ๊กโจ๊ก” รายงานตัว “วิษณุ” เป็นข้าราชการพลเรือน
เปิด 13 คดีดัง ในมือของ “สุรเชษฐ์ หักพาล”
2.2 เร่งดำเนินการปฏิรูปตำรวจและงานสอบสวนด้วยการสร้างระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยนำร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เสนอ นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเพื่อเตรียมเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรตราเป็นกฎหมายโดยเร็วพร้อมกับร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเกี่ยวกับการสอบสวนที่นายอัชพร จารุจินดา เป็นประธานฯ ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีไปแล้ว ซึ่งการตรากฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าว ถือเป็นการปฏิรูประบบตำรวจและงานสอบสวนที่จะสามารถลดความเดือดร้อนของประชาชนเบื้องต้นลงได้ระดับหนึ่ง