นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า การใช้จ่ายแลกเปลี่ยนหมุนเวียนระหว่างธนบัตรและเหรียญในระบบนั้น ยังมีประชาชนมาแลกเหรียญอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ในแต่ละปีกรมธนารักษ์จำเป็นต้องผลิตเหรียญให้ได้ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และสามารถรองรับระบบเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งประเทศ เข้าไปทดแทนในระบบราวปีละ 1,900 ล้านเหรียญ เนื่องจากบางประเภทคนแลกไปแล้ว แต่ไม่นำกลับมาใช้ในระบบ รวมถึงเหรียญที่ชำรุด มีสภาพเก่า ต้องเก็บเข้าสู่คลัง
โดยปัจจุบันมีการใช้จ่ายเหรียญกษาปณ์ทุกชนิดราคา อยู่ในระบบราว 33,000 ล้านเหรียญ สัดส่วนกว่า 50% เป็นเหรียญ 1 บาท คิดเป็นมูลค่าราว 68,000 ล้านบาท แม้ช่วงหลังเราจะเห็นว่ามีพฤติกรรมการใช้เงินดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ทั้งเทคโนโลยีการสแกนคิวอาร์โค้ดต่างๆ แต่หากดูจากสถิติช่วง 3-4 ปีที่ผ่าน ความต้องการใช้เหรียญนั้น แม้ไม่เติบโตแต่ก็ยังอยู่ในระดับคงที่มาตลอด
ส่วนแนวโน้มในอนาคต อธิบดีกรมธนารักษ์ บอกว่า แม้สังคมไร้เงินสดจะเข้ามา แต่เหรียญยังคงมีความจำเป็นอยู่ เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ ป้องกันราคาสินค้าไม่เกิดการขึ้นราคาเกินความจำเป็น
สำหรับต้นทุนที่ใช้ในการผลิตเหรียญก่อนหน้านี้ การผลิตเหรียญตั้งแต่มูลค่า 1 บาทลงไป จะขาดทุนทุกประเภท แต่วันนี้มีเฉพาะเหรียญ 25-50 สต. เท่านั้นที่ขาดทุน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบในการผลิตเหรียญ เช่น เหรียญ 1 บาท เคยใช้โลหะนิกเกิลเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น เหล็กชุบนิกเกิลแทน ทำให้สามารถลดต้นทุนไปได้ จนตอนนี้การผลิตเหรียญที่มีมูลค่าตั้งแต่หนึ่งบาทขึ้นไปมีกำไรทั้งหมด
นอกจากนี้ได้มีการกระจายพื้นที่เปิดรับบริการแลกเหรียญ จากที่ต้องไปที่คลังจังหวัดเท่านั้น แต่ตอนนี้สามารถแลกได้ที่ธนาคารออมสิน ทั้งยังมีศูนย์กลางการกระจายเหรียญอยู่ 6 แห่งทั่วประเทศ และยังมีรถโมบายเข้าไปในชุมชนเพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันไม่เกิดปัญหาขาดแคลนเหรียญในระบบแล้ว