ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา ศาลได้มีคำพิพากษาคดีที่ กรมศิลปากรได้แจ้งความคดีทุบทำลาย โบราณสถาน วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร เมื่อปี 2558 ต่อสน.บุปผาราม และต่อมาทางอัยการได้พิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลา โดยตัดสินว่า เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร มีความผิด ต้องโทษจำคุก 3 ปี แต่อาวาสฯ ได้สารภาพ ศาลจึงลดหย่อนโทษให้เหลือ 1 ใน 3 คือ เหลือโทษจำคุก 1 ปี และพิพากษาให้รอลงอาญาเป็นเวลา 1 ปี ทั้งนี้คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากทางวัดกัลยาณมิตรมีการรื้อถอนศาลาราย และกุฏิในคณะ 1 ซึ่งเป็นพื้นที่โบราณสถานตามประกาศของกรมศิลปากร
อย่างไรก็ตาม คดีที่ตัดสินเป็นคดีแรก ส่วนอีกสองคดี ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล
ขณะที่ นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ในฐานะรองโฆษก พศ. ระบุว่า กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการดำเนินการตามหน้าที่เจ้าอาวาสวัด ที่ระบุในพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่ให้เจ้าอาวาสมีหน้าที่ บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี พระพรหมกวี เจ้าอาวาส จึงดำเนินการบูรณะพัฒนาวัด ดูแลทรัพย์สินวัดตามหน้าที่ของเจ้าอาวาส แต่การดำเนินงานกลับไม่สอดคล้องกับกฎหมายของทางกรมศิลปากร จึงเกิดการแจ้งความฟ้องร้องขึ้นมา อย่างไรก็ตามในทางคณะสงฆ์ถือว่าท่านมีความบกพร่อง เพราะท่านทำตามหน้าที่ของเจ้าอาวาส และท่านไม่ได้ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ไม่ได้ทำผิดพระธรรมวินัย ประกอบกับการตัดสินของศาล คือ ให้รอลงอาญา 1 ปี ดังนั้นสถานะทางสมณเพศของท่านยังคงอยู่ รวมไปถึงตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์ด้วย
ด้าน พระพรหมกวี เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร กล่าว ว่า หลังจากศาลพิพากษาและให้รอลงอาญา 1 ปี เชื่อว่าคดีนี้คงสิ้นสุดแล้ว