เมื่อวันที่ (29 เม.ย. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ 58.2 % อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 12.63 % ต่อปี ส่วนอีก 41.8 % เป็นหนี้นอกระบบ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 20.11 % ต่อเดือน ซึ่งกลุ่มแรงงาน อยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลการลดค่าครองชีพ มากกว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพราะเข้าใจการรับภาระของนายจ้างในช่วงที่เศรษฐกิจยังซึมตัว
นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตอนนี้ยังต้องรอการพิจารณาของคณะอนุกรรมการไตรภาคี ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ว่าจะมีการปรับเป็นอัตราใดที่มีความเหมาะสมที่สุด แล้วหากบอร์ดค่าจ้างกลาง มีมติเห็นชอบตามที่เสนอ คาดว่าจะขอความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้
สำหรับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ก่อนหน้านี้ คณะอนุกรรมการมีมติให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใน 31 จังหวัด ในอัตรา 2-10 บาทต่อวัน ส่วน 46 จังหวัดที่ไม่เสนอปรับขึ้นค่าจ้าง เห็นควรให้ปรับขึ้นในอัตรา 2 บาทต่อวัน คาดว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่น่าจะประกาศใช้ได้วันที่ 1 มิถุนายนนี้ หรืออาจขยับออกไปตามความเหมาะสม
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทางกระทรวงการคลังเตรียมเสนอการแพ็คเกจมาตรการพยุงเศรษฐกิจ ให้กับคณะรัฐมนตรี พิจารณาในวันพรุ่งนี้ โดยใช้งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากการเบิกจ่ายสามารถทำได้ตามที่วางไว้ คาดว่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีอัตราการขยายตัวเพิ่มได้ประมาณ 0.1% แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะเลือกมาตรการใดบ้าง หลังจากนั้นจะมีการประเมินผลอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับตัวอย่างมาตรการที่กระทรวงการคลังจะเสนอให้กับทาง ครม.พิจารณา เช่น เติมเงินให้ผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวม 1.3 หมื่นล้านบาท , มาตรการลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยว 2 หมื่นบาทต่อคน, มาตรการลดหย่อนภาษีรับเปิดเทอม ทั้งค่าใช้จ่ายซื้อเสื้อผ้า เครื่องใช้กีฬา วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท,มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับซื้อหนังสือ 1.5 - 2 หมื่นบาท และมาตรการลดหย่อนภาษี 1 แสนบาท สำหรับผู้ที่ซื้อบ้าน 3-5 ล้านบาท