ที่พรรคเพื่อไทย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรค และนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ได้ร่วมกันแถลงถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติให้เพิ่มค่าตอบแทนแก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) และได้มีการจ่ายเงินดังกล่าวแก่ อสม. ก่อนวันเลือกตั้งเพียง 2-4 วัน
โดยเนื้อหาของคำแถลงมีใจความว่าตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.61 อนุมัติให้เพิ่มค่าตอบแทนให้แก่อสม. จากเดิมคนละ 600 บาท เป็นคนละ 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งขณะนั้นมี อสม. ทั่วประเทศจำนวน 1,054,729 คน ตั้งแต่เดือนธ.ค.61ถึง ก.ย.62 เป็นเวลา 10 เดือน โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 4,218ล้านบาท ทั้งนี้ครม.ทราบข้อเท็จจริงแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนมี.ค.62 ต่อมาก็มีการโอนเงินดังกล่าวให้แก่ อสม. ย้อนหลัง3เดือนตั้งแต่เดือนธ.ค.61 ถึงมี.ค.62 จำนวน 1,024,407ราย เป็นเงินกว่า 1,814ล้านบาท ในวันที่ 20-22 มี.ค.62 ซึ่งเป็นเวลาก่อนวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.62 เพียงไม่กี่วัน
ทั้งนี้พรรคเพื่อไทย มิได้คัดค้านการที่จะเพิ่มเงินให้กับอสม.แต่เห็นว่าการอนุมัติเงินเพิ่มค่าตอบแทนแก่อสม.ดังกล่าว มีวาระทางการเมืองเพื่อการหาเสียงเลือกตั้งแอบแฝงและเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากพบว่านโยบายการเพิ่มเงินให้กับ อสม.จาก600 บาท เป็น1,000 บาทนั้น เป็นยุทธศาสตร์ของพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)อยู่ก่อนที่ ครม.จะมีมติ และขณะนั้นนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพปชร. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค ยังคงดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลอยู่ด้วย
นอกจากนี้บุคคลทั้ง 4 ก็ได้เข้าร่วมประชุมและมีมติอนุมัติเงินเพิ่มแก่อสม. ด้วย ขณะที่พรรคพปชร.ก็ได้ประกาศจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อของพรรค กรณีจึงเห็นได้ว่าการอนุมัติเงินเพิ่มแก่ อสม. ดังกล่าวแม้จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของครม. แต่การใช้จ่ายจากเงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นนั้น น่าจะไม่เป็นเงื่อนไขของกฎหมายตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ.2560 ตามหนังสือเวียนสำนักงานงบประมาณที่ นร.0702/ว 105 ลงวันที่ 15 มิ.ย.61 และเป็นการอนุมัติโดยมีกรรมการบริหารพรรคพปชร. ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีร่วมอนุมัติด้วยถึง 4 คน โดยนโยบายดังกล่าวเป็นของพรรคพปชร.อยู่ก่อนแล้วด้วย
พรรคเพื่อไทย จึงเห็นว่าการที่ครม.ได้อนุมัติเงินเพิ่มแก่ อสม. ดังกล่าวจึงเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบกระทำการเพื่อเป็นคุณแก่พรรคพปชร. อันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 78 และมาตรา 149 แห่ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2561 นอกจากนี้แม้จะเป็นการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อเพิ่มเงินแก่ อสม. แต่เมื่อพฤติการณ์ของการกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการร่วมมือกันหรือรู้เห็นเป็นใจร่วมกันระหว่างครม.และกรรมการบริหารพรรคพปชร. อาจเป็นไปเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเฉพาะอสม. ได้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครของพปชร.
“พลังประชารัฐ”รอดยุบพรรค ไม่พบต่างชาติบริจาคเงินโต๊ะจีน
อย่างไรก็ตามมีข้อเท็จจริงว่าหลังจาก ครม.อนุมัติแล้วถัดมาไม่กี่วันว่าที่ผู้สมัครของพรรคพปชร.ก็ได้นำเรื่องดังกล่าวไปหาเสียงกับประชาชน การกระทำของ ครม. จึงอาจเข้าข่ายเป็นการให้ทรัพย์สินแก่บุคคลใดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ตามมาตรา 73 (1) ของกฎหมายเลือกตั้งด้วย ซึ่งทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
“สมคิด”ยันทุ่มงบ 3.8 หมื่นล้านผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ใช่หาเสียง