เมื่อวันที่ (2 พ.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่าได้รวบรวมข้อมูลว่าที่ ส.ส. ที่ถือหุ้นในกิจการที่จดทะเบียนประกอบกิจการสื่อมวลชนในหลักการเดียวกับผู้สมัครส.ส.จังหวัดสกลนคร พรรคตัวเองที่ถูกตัดสิทธิ์ไว้กว่า 30 คน คือ ตัวบริษัททำธุรกิจประเภทอื่นและไม่ได้ผลิตสื่อจริง พร้อมโพสต์ภาพและข้อมูลบริษัทประเภทนี้ ยกตัวอย่างพาดพิงถึง 3 คนคือ 1.นายณัฐพล ทีปสุวรรณ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่พรรคพลังประชารัฐ 2. นายสาธิต ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์ 3. นายพิบูลย์ รัชกิจประการ พรรคภูมิใจไทย พร้อมบอกอีกว่าหากพรรคอนาคตใหม่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม จะนำรายชื่อที่รวมไว้ฟ้องร้องต่อองค์กรที่เกี่ยวข้อง
หนึ่งคนที่ถูกนายธนาธรพาดพิง คือ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จึงออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดว่า หากกรณีนี้เข้าข่ายว่า ตัวเองถือหุ้นกิจการสื่อ หรือผิดพลาดที่ไม่ได้ขายหรือโอนตามกฏหมาย พร้อมรับคำตัดสินแบบลูกผู้ชาย และพร้อมให้สื่อมวลชนไปตรวจสอบได้ แต่ของดการสอบถามช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยหลังงานพระราชพิธีบรมราชภิเษกเสร็จ หากนายธนาธร จะฟ้องข้อให้ฟ้องด้วยตนเอง อย่าให้ตัวแทนมาฟ้อง เพราะเจอแต่ตัวแทนปลอมๆ มาพอแล้ว
ประเด็นที่ส.ส.ถือหุ้นกิจการที่แจ้งวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสื่อ ถูกคำมาร้องเรียนกันอย่างมาก นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้งอธิบายว่า เป็นความตั้งใจทำลายกันทางการเมือง โดยใช้บรรทัดฐาน ที่ศาลฎีกาตัดสิน นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ว่าขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.เพราะถือหุ้นสื่อฯ ทั้งที่ความจริง ไม่ได้ทำธุรกิจสื่อ แต่ทำธุรกิจก่อสร้าง
นายสมชัยบอกว่าในโลกธุจกิจ ทนายมักแนะนำให้ผู้จดทะเบียนบริษัทครอบคลุมไว้หลายประเภท เพราะเมื่อต้องการไประกอบธุรกิจอื่น จะไม่ต้องเสียเวลาประชุมผู้ถือหุ้น หรือจดทะเบียนใหม่ การที่แต่ละฝ่ายนำเรื่องนี้มาร้องจะทำให้วุ่นวาย ส.ส.อาจหายไปครึ่งสภา เพราะเชื่อแต่ละคนอาจถือหุ้นสื่อทั้งที่ไม่ได้กระกอบธุรกิจสื่อในทางปฏิบัติ
นายสมชัยเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้มีทางออก ด้วยการสร้าบรรทัดฐานการตัดสินขึ้นมาใหม่ คือเมื่อ กกต.รับรองว่าที่ส.ส.แล้ว เมื่อผู้เป็นส.ส.ถูกร้อง กกต.จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะนำทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์มาตัดสิน ไม่ใช่เพียงอ่านจากเอกสารอย่างเดียว