ท่ามกลางการสถานการณ์ของภาคเอกชนและนักลงทุน ที่ต่างส่งสัญญาณ Wait and See ในการลงทุน เนื่องจากรอดูความชัดเจนของทิศทางการเมือง ทำให้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของการลงทุนในช่วงต่อจากนี้ก็ยังไร้ทิศทางที่ชัดเจนประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย วิเคราะห์ไว้ว่า โอกาสที่จะเห็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากเข้ามาคุมสภาก็คงเกิดขึ้นได้ยาก เมื่อขาดเสถียรภาพของรัฐบาล เวลาในการทำงานก็น่าจะน้อยลง รวมถึงช่วงเวลาการเข้ามาทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ อยู่ในภาวระเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจึงมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น
โดยมองว่าการเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย ที่ตั้งไว้ที่ 1,750-1,800 จุด ก็ยังสามารถเป็นไปได้ อย่างประเทศอินโดนีเซีย ที่หลังเลือกตั้งมีความชัดเจน มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดมากว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฉะนั้นขนาดของตลาดทุนของไทยที่มีขนาดมูลค่าตลาดใหญ่กว่าอินโดนีเซีย ตลาดหุ้นไทยก็น่าจะกลับมาได้ไม่ยาก หากรัฐบาลได้รับการตอบรับที่ดี
สอดคล้องกับการประเมินทิศทางเศรษฐกิจของ บริษัท หลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ ที่มองว่า ในช่วงต้นปีหุ้นไทยนั้น ฟื้นตัวขึ้นมาราว 5-6% แล้ว ตามภาวะตลาดโลก ตลาดหุ้นในปัจจุบันอยู่ในช่วงพักตัวลงมา เป็นจิตวิทยาที่ทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุน ทำให้ตลาดไม่คึกคัก
เราจะเห็นทิศทางของเศรษฐกิจที่ยังคลุมเครือ นักลงทุนยังไม่เชื่อมั่น สะท้อนได้จากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน จากสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เดือนพฤษภาคม ที่มีการปรับตัวลดลง 2.83% อยู่ในเกณฑ์ทรงตัวเป็นเดือนที่ 2 จากการเมืองในประเทศ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่เป็นปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากที่สุด