รศ.ดร.วิเชียร กีรตินิจกาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกและปรับปรุงพันธุ์พืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และที่ปรึกษาองค์การเภสัชกรรม หรือ อภ. อธิบายว่า สายพันธุ์กัญชา ที่องค์การเภสัชกรรมนำมาทดลองปลูกนั้น เป็น 3 สายพันธุ์ลูกผสม เพราะถ้าใช้สายพันธุ์เดี่ยวๆ จะไม่ได้สารที่ต้องการ แต่จะได้สารแบบโดดๆเท่านั้น
โดยเป็นสายพันธุ์ลูกผสมต่างประเทศซึ่งปัจจุบันทั่วโลกใช้สายพันธุ์ลูกผสมทั้งหมดคือระหว่างสายพันธุ์ “Sativa และ Indica”
พันธุ์ไทย THC สูง มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท
ส่วนพันธุ์ไทยมี THC สูง ที่วิเคราะห์ออกมาคือ 8 ส่วนถึง 10 ส่วนต่อ 1 ส่วนของ CBD โดย THC มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท หรือที่เรียกว่า psycho active ส่วน CBD ไม่มี ฤทธิ์ต่อจิตประสาท และอาจจะทำให้ฤทธิ์ของ THC น้อยลงด้วย ขณะที่ ดอกกัญชาแต่ละชนิด จะ มีฤทธิ์กล่อมประสาทหรือจะมีฤทธิ์ทำให้ผ่อนคลาย โดยไม่เมา ก็ขึ้นกับสัดส่วนของ THC : CBD ซึ่งสัดส่วนที่เหมาะสมสำคัญกว่าปริมาณของ THC และ CBD
ความต่างของ พันธุ์ Sativa กับ Indica
ส่วนองค์การเภสัชกรรมมีสายพันธุ์ไทยด้วย หรือไม่ เรื่องนี้ รศ.ดร.วิเชียร อธิบายว่า สายพันธุ์ลูกผสมมี Sativa ผสมอยู่ด้วย สายพันธุ์ไทยก็จัดอยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ Sativa เนื่องจากพันธุ์ Sativa เป็นชื่อรวม โดยเป็นสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดอยู่ใน “เส้นศูนยส์ูตร พบในอินเดีย จาไมก้า โคลัมเบีย
อย. แจงผู้ป่วยครอบครองกัญชาหลัง 21 พ.ค.ได้อีก 3 เดือน ไม่ใช่ 6 เดือน
เปิดสอน “กัญชาศาสตร์” แห่งแรกของไทย
ปลูกแล้ว!!! กัญชารักษาโรคต้นแรกในอาเซียน
ส่วนพันธุ์ Indica มีกำเนิดอยู่ในเอเชียกลาง เส้นรุ้งที่ 25-35 องศาเหนือ ส่วนใหญ่ทั่วโลกไม่มีพันธุ์เดี่ยวๆแล้ว แต่พันธุ์ไทยเป็นพันธุ์ Sativa เพียวๆเลย ซ่ึงใน อินเดีย จาไมก้า ก็มี ยังคงความบริสุทธ์อยู่ อย่างไรก็ตาม อยู่ระหว่างปรับปรุงพันธุ์ไทยด้วย เพื่อให้มีสาร CBD เพิ่มขึ้นด้วย
รศ.ดร. วิเชียร อธิบายว่า “พันธุ์ไทยอย่างเดียวก็มีประโยชน์ อย่างลดอาการข้างเคียงจากการใช้คีโมของ โรคมะเร็ง แต่ก็อย่าลืมว่า แต่ละต้นของพันธุ์ไทย พันธุกรรมไม่เหมือนกันซ่ึงเวลาเราปลูก เราต้องปลูกเพื่อให้ได้สาร ให้ได้พันธุกรรมเหมือนกันหมดด้วย”
จึงเป็นที่มาของการปลูกกัญชาที่ให้ได้มาตรฐานเมดิคัลเกรด มาตรฐานทางการแพทย์ เนื่องจากเมื่อจะผลิต เป็นยาก็ต้องให้ได้มาตรฐานความเป็นยาด้วย กล่าวได้ว่ากัญชาสายพันธุ์ที่องคก์ารเภสชั กรรมปลูกนั้น ทุกต้นจะต้องมีพันธุกรรมเหมือนกันหมด เพื่อให้ได้สารที่ออกมาเสถียร นั่นเอง
ย้ำอีกครั้ง 4 กลุ่มโรค มีข้อมูลงานวิจัยว่ามีประโยชน์
ขณะเดียว 4 กลุ่มโรค ที่มีข้อมูลงานวิจัยว่ามีประโยชน์ คือ 1. โรคลมชักที่รักษายาก และโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา 2. ภาวะคลื่นไส้และ อาเจียนจากยาเคมีบำบัดที่รักษาด้วยวิธีมาตรฐานไม่ได้ผล 3.ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งใน ผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และ 4. ภาวะปวดประสาทที่รักษาด้วยวิธีอื่นๆไม่ได้ผล
รวมไปถึงโรคใหม่ๆ ที่อยู่ในขั้นวิจัย ก็ต้องมีสารโดดๆที่เหมาะสมเตรียมพร้อมด้วย เช่น โรคมะเร็ง พาร์กินสัน ก็แล้วแต่แพทย์ บอกมา ก็จะนำมาผสม เรียกว่า ทำเป็นตัวกลางมาตรฐานที่สามารถนำมาผสมตามสัดส่วนที่แพทย์ในโครงการวิจัยนั้นๆต้องการได ้
ยืนยัน ตอบโจทย์ความต้องการใช้ประโยชน์กัญชาทางการแพทย์
"คนมักบอกว่า เอาแบบ THC และ CBD ในสัดส่วน 1 ต่อ 1 นั้น แต่จริงๆ ไม่ใช่ อย่างโรคลมชัก ต้อง CBD ล้วนๆ ขณะที่พันธุ์ไทยอย่างเดียวมีสาร THC สูง จึงจำเป็นต้องปลูกแยกออกเป็น 3 สายพันธุ์ ใน 3 กลุ่ม คือ ที่มี THC สูง ที่ มี CBD สูง และที่มีทั้ง THC และ CBD ในสัดส่วนเท่ากัน คือ 1 ต่อ 1 ซ่ึงในกลุ่ม 1 ต่อ 1 นั้น จะเอามาทดลองของสถาบันโรคมะเร็ง" รศ.ดร.วิเชียร กล่าว
ซึ่งการปลูกแบบนี้ จะตอบโจทย์ความต้องการของการใช้ประโยชน์กัญชาทางการแพทย์ได้มากเช่น ถ้ามีงานวิจัยบอกว่า ต้องการสาร THC และ CBD ในสัดส่วน 3 ต่อ 1 ก็นำมาผสมได้ เรียกว่า หากงานวิจัยใดต้องการแบบใด ก็สามารถนำมาผสมให้ได้ตามสัดส่วนตามงานวิจัยนั้นๆ จึง เป็นที่มาของการปลูก 3 สายพันธุ์นั่นเอง
เปิดสายพันธุ์ “กัญชา” ถูกกฎหมายต้นแรกของอาเซียน
ถอดรหัสร่างกฎหมายเปิดช่องปลูก“กัญชา”รักษาโรค
องค์การเภสัชกรรมเปิดตัว "ดอกกัญชา" พร้อมเดินหน้าสกัดน้ำมัน 2,500 ขวดใช้ทางการแพทย์