แม้ที่ประชุมจะไม่ได้มีการเอ่ยถึงคำว่า โรฮิงญา โดยตรง แต่กลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชนได้กดดันให้อาเซียนช่วยหารือในประเด็นนี้ ซึ่งในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เผยว่า ทางการเมียนมาร์ ได้รายงานความคืบหน้าให้กับสมาชิกอาเซียนรับทราบถึงการแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยจากรัฐยะไข่ รวมถึงกระบวนการรับรองสถานะพลเมืองเมียนมาให้กับผู้ลี้ภัย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดกรอบเวลาและแผนงานที่ชัดเจน
ด้านชาติสมาชิกอาเซียนในฐานะผู้สนับสนุนการแก้ปัญหา ก็ต้องการให้คำนึงถึงความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยหลังกลับภูมิลำเนาเดิม
นอกจากนี้ อาเซียนจะไม่ให้ชาติสมาชิกอยู่ในประเทศรายชื่อที่ผลิตขยะทางทะเลอีกต่อไปโดยเห็นพ้องต้องกันว่าปัญหาขยะทางทะเลนั้นส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชน สัตว์น้ำและระบบนิเวศน์
ดังนั้น ที่ประชุมจึงได้มีการรับรองปฏิญญากรุงเทพว่าด้วยการต่อต้านขยะทางทะเลอย่างยั่งยืน ซึ่งแสดงถึงเจตนารมณ์ของอาเซียนที่จะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาขยะทางทะเลอย่างจริงจัง พร้อมทั้งสนับสนุนนวัตกรรมการวิจัยและการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ประเทศไทยในฐานะประฐานอาเซียน จะผลักดันให้การเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคหรืออาร์เซ็ป (RCEP) ให้สำเร็จภายให้ปีนี้ และหากข้อตกลงอาร์เซ็ปนี้สำเร็จจะกลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และคาดว่าจะเพิ่มเศรษฐกิจมวลรวมหรือจีดีพี (GDP) ของอาเซียน ถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2025 ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี (EEC) และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และอินโด-แปซิฟิก
ทั้งนี้ อาร์เซ็ปยังมีกลไกสำคัญในการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความตึงเครียดทางการค้าของเหล่าประเทศคู่ค้าอาเซียนในอนาคต ซึ่งขณะนี้หลายประเทศกำลังเผชิญกับพิษสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน
การพูดคุยในมิติด้านเศรษฐกิจนี้ของอาเซียนนั้น จะต่อยอดไปยังเวทีเศรษฐกิจสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง 4 ชาติสมาชิกอาเซียนอย่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม จะมีโอกาสได้ไปเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นปัญหาความตึงเครียดจากสงครามการค้านี้ด้วย โดยอาเซียนจะใช้หลักการที่ถือว่าเป็น "วิถีอาเซียน" คือ การหาข้อตกลงอย่างสันติเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด