เมื่อวานนี้ (17 ก.ค.62) พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว นิคเคอิ เอเชียน รีวิว ระบุว่า การรัฐประหารนั้นเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับประชาธิปไตยที่ยังไม่เติบโตของไทย โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั้นเรียนรู้บทเรียนจากตน ที่ไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการรัฐประหาร ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก พร้อมทั้งคาดหมายด้วยว่า หากรัฐบาลนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น และความแตกแยกได้อาจเกิดรัฐประหารขึ้นได้อีก ซึ่งประชาธิปไตยของไทยนั้นแตกต่างจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น หรือชาติอื่น ๆ ในเอเชีย รัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจนถึงตอนนี้ ก็เพื่อแก้ปัญหาการเมืองแบบไทย ๆ ที่ยังไม่เติบโต
พลเอกสนธิ กล่าวต่อว่า รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ ควรมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือชาวไทยให้ก้าวไปสู่ชนชั้นกลาง เพราะเชื่อว่าประชาธิปไตยนั้นจะทำงานได้ก็ด้วยจำนวนพลเมืองที่เป็นชนชั้นกลางขนาดใหญ่ โดยประเทศไทยนั้นมีคนจนจำนวนมาก และมีคนรวยมักเข้ามาและใช้ประโยชน์จากคนจน ในระบบประชาธิปไตยนักการเมืองที่ใช้เงินจำนวนมากในการเลือกตั้ง จะพยายามหาเงินกลับคืนเมื่อเข้าสู่อำนาจ
“สนธิรัตน์” ชี้รัฐประหารทุกครั้ง ต้นเหตุจากนักการเมือง
ย้อน 30 ปีรัฐประหาร เพิ่มหรือลดขัดแย้ง ก่อนเลือกตั้ง
ขณะเดียวกันได้กล่าวถึงการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่ประชาชนแตกแยกเป็นฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านทักษิณด้วยว่า ประชาชนขอให้เราช่วย รัฐประหารไม่สามารถทำได้หากประชาชนไม่สนับสนุน
พลเอกสนธิ ระบุด้วยว่า รัฐบาลปัจจุบันควรได้รับการยอมรับในฐานะรัฐบาลพลเรือน เนื่องจาก ประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ผ่านการทำประชามติเมื่อปี 2017
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารของพลเอกประยุทธ์ ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาทุจริต และความเหลื่อมล้ำ และเชื่อว่าปัญหาสังคมสามารถแก้ได้ด้วยการช่วยคนจนให้มีสถานะทางการเงินดีขึ้น ด้วยการพัฒนาการศึกษา กระตุ้นการเติบโตทางเศรษกิจเพื่อเพิ่มจำนวนชนชั้นกลางให้มากขึ้น หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถแก้ปัญหาทุจริต หรือความแตกแยกได้ หากประชาชนเดือดร้อนและต้องการความเปลี่ยนแปลง รัฐประหารก็อาจเกิดขึ้นได้อีกครั้ง