ดร.สุทธิภัทร อัศววิชัยโรจน์ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด เปิดเผยว่า วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับคนนอกบ้าน เพื่อนบ้าน แต่ของประเทศไทย คนไทยจะมองดูตัวเองเป็นหลัก จึงทำให้นักท่องเที่ยวจากประเทศญี่ปุ่นมาท่องเที่ยวในประเทศไทยค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นต้องปรับหลาย ๆ อย่าง พบว่าปัจจุบันหลายเรื่องดีขึ้นแต่ยังเป็นการปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้ามากถ้าเทียบกับการที่จะต้องรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ
ทั้งนี้ประเทศญี่ปุ่นจะชอบคนไทยเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นนั้นมันมีเรื่องราวกันมาตั้งแต่สมัยก่อน ถ้าดูในหนังเรื่องคู่กรรมที่มีโกโบริและอังศุมารินอันนี้เป็นความจริงที่บรรพบุรุษของคนญี่ปุ่นสมัยก่อนมาจนถึงปัจจุบันค่อนข้างมีความคิดบวกกับประเทศไทย เพราะไทยเคยช่วยเหลือบรรพบุรุษของชาวญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงแม้ทหารญี่ปุ่นจะไม่ได้กลับประเทศ เพราะแพ้สงคราม แต่ญี่ปุ่นก็ยังมีความรู้สึกว่าคนไทยก็ยังช่วยเหลือตลอดมา อีกทั้งยังมีนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้สูงอายุของชาวญี่ปุ่นก็ยังมีเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อมากราบไหว้บรรพบุรุษที่เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2
นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าถ้ามีสินค้าไทยไปขายที่ประเทศญี่ปุ่นสินค้าจะค่อนข้างขายดี ซึ่งในเรื่องของการนำเข้าและส่งออกกับประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยก็ยังติด 1 ใน 3 เพราะถือได้ว่าเรายังมีมิตรสัมพันธ์ที่ดีรวมไปถึงจักรพรรดิของประเทศญี่ปุ่นกับของประเทศไทยก็ยังมีความสำคัญอันเหนียวแน่นต่อกันในระบบการปกครอง เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมทั้ง 2 ประเทศค่อนข้างจะคล้าย ๆ กัน
“คนญี่ปุ่นจะมองประเทศไทยเพราะคนไทยมีความเป็นมิตรมาเที่ยวแล้วรู้สึกสบายใจ วัฒนธรรมที่คนไทยยิ้มเก่งมีความเอื้อเฟื้อเพื่อแผ่ต่อกัน ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่คนญี่ปุ่นยังรับรู้ได้ว่าประเทศไทยยังมีน้ำใจไมตรีต่อเขาอยู่อันนี้ก็ถือว่าเป็นจุดเด่นของประเทศไทยที่คนญี่ปุ่นอยากจะเข้ามา ล่าสุดที่จังหวัดเชียงใหม่ก็มีชุมชนผู้สูงอายุของชาวญี่ปุ่นตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี้ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อระบบการท่องเที่ยว สาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศไทย” ดร.สุทธิภัทร กล่าว