ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฉพาะ 6 เดือนแรกของปีนี้ พบจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกกว่า 40,000 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 58 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ พบผู้ป่วยไข้เลือดออกมากที่สุด กว่า 17,700 คน เสียชีวิต 25 คน แตกต่างจากช่วงเวลาเดียวของปีก่อน ที่พื้นที่ภาคอีสานมีผู้ป่วยไข้เลือดน้อยกว่าถึง 3 เท่า
โดยแพทย์หญิงศิริเพ็ญ กัลยาณรุจ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษาศูนย์ความเป็นเลิศด้านไข้เลือดออก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุว่า ตามปกติวงจรการระบาดโรคไข้เลือดออกจะสลับสูงต่ำปีต่อปี สถานการณ์ที่เกิดกับภาคอีสานจึงอยู่ในภาวะปกติ เพราะตามธรรมชาติของผู้ป่วยไข้เลือดออกหรือผู้ติดเชื้อเดงกีครั้งหนึ่งแล้ว จะมีภูมิคุ้มกันชนิดนั้นไปตลอดชีวิต แต่หากเป็นไข้เลือดออกอีกครั้งก็จะมีอาการรุนแรงกว่าเดิม
ทั้งนี้วงจรการระบาดของโรคไข้เลือดออกขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ประกอบด้วย ชนิดของไวรัส ภูมิต้านทานผู้ป่วย และสภาพแวดล้อมที่ส่งผลถึงจำนวนยุงลาย แม้ตอนนี้จะมีวัคซีนป้องกัน แต่ประสิทธิภาพยังไม่ดีเท่าที่ควร และจะใช้ได้้ผลกับผู้ที่เคยมีประวัติป่วยเป็นไข้เลือดออกมาแล้วเท่านั้น เพราะหากไม่เคยติดเชื้อมาก่อน อาจทำให้เกิดผลตรงกันข้าม ดังนั้นถ้าไม่เข้าเกณฑ์ตามนี้แพทย์ก็จะไม่แนะนำให้ใช้วัคซีน การสังเกตอาการเบื้องต้น เพื่อให้รักษาได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นสิ่งสำคัญ
ที่ปรึกษาศูนย์ความเป็นเลิศด้านไข้เลือดออก กล่าวต่อว่า ไข้เลือดออกเป็นโรคที่ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิต แต่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่สูงมาก ตามผลการศึกษาพบว่าจำนวน 10,000 คนที่ถูกยุงลายกัด จะป่วยเป็นไข้เลือดออกเพียง 1,000 เท่านั้น และในจำนวนนี้อาจเสียชีวิตประมาณ 1-5 คน โดยมีปัจจัยอื่นแทรกซ้อน เช่นผู้ป่วยเป็นโรคประจำตัว เบาหวาน ความดัน หอบหืด
วงศธร โตพงษ์เกษม ถ่ายภาพ
พรนภัส ตะปะสา รายงาน