วันที่ 24 ก.ค.2562 พ.ต.ท.ไพศาล ใจเกษม พนักสอบสวน สภ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ได้รับแจ้งเหตุ มีชายอาการคลุ่มคลั่งถือปืนเดินไปมาและใช้อาวุธสงครามทุบตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารกรุงไทย ที่ติดตั้งที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านเสียว ต.หัวหัว อ.ยางตลาด จากนั้นได้ขับรถหนีไปสร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก
จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบชาวบ้านกำลังอยู่ในอาการตกใจสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ และจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ทราบว่า ผู้ก่อเหตุ เป็นชายอายุประมาณ 35-40 ปี สวมเสื้อแขนยาวลายพราง นุ่งกางเกงขาก๊วยและสวมหมวก ขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างมาจอดอยู่หน้าตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย ภายในปั้มน้ำมันดังกล่าว จากนั้นได้ลงจากรถไปกดเงินในตู้เอทีเอ็ม แต่คาดว่าน่าจะกดเงินไม่ได้ จึงเกิดอาการโมโห แสดงอาการหงุดหงิดไม่พอใจ เอะอะโวยวาย แล้วเดินมาหยิบปืนซึ่งเป็นอาวุธสงครามที่อยู่ในย่ามบนรถพ่วงข้าง ก่อนจะเดินถือปืนไปมาแล้วนำปืนไปทุบตู้เอทีเอ็ม ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ละแวกนั้น พากันตกอกตกใจ แตกตื่น วิ่งหนีไปคนละทิศละทาง ก่อนที่คนร้ายจะขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างออกไปทางถนนสายยางตลาด มุ่งหน้าไปทาง อ.ฆ้องชัย
หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.ธีรวุฒิ วงษาอ้วน ผกก.สภ.ยางตลาด สั่งการให้ชุดสืบสวน ลงพื้นที่ติดตามตัวคนร้าย พร้อมกับเข้าจับกุมตัวนายชัยณรงค์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี พร้อมของกลางอาวุธปืนปลอม หรือ ปืนบีบีกัน จำนวน 1 กระบอก จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.ยางตลาด
นายชัยณรงค์ ซึ่งมีอาการพูดจาวกไปวนไปมาไม่รู้เรื่อง ให้การว่าเป็นคนก่อเหตุจริง เนื่องจากโมโหที่ตนไม่สามารถกดเงินจากตู้เอทีเอ็มดังกล่าวได้ จึงนำปืนบีบีกันที่ซื้อมาจากตลาดที่พกพาติดตัวตลอดเวลา มาทุบที่หน้าจอตู้เอทีเอ็มได้รับความเสียหาย
จากการสอบถามเบื้องต้นจากมารดานายชัยณรงค์ ทราบว่านายชัยณรงค์ มีอาการผิดปกติทางประสาท 20 ปีแล้ว โดยไปรับยาจากโรงพยาบาลจิตเวชมากินเป็นประจำ ก่อนก่อเหตุนำปืนบีบีกันไปทุบตู้เอทีเอ็ม น้องสาวที่ทำงานต่างจังหวัดได้โอนเงินมาให้ โดยผ่านบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ ที่นายชัยณรงค์เปิดบัญชีไว้จำนวน 1,500 บาท แต่เนื่องจากมากดเอาเงินที่ตู้ของธนาคารทหารไทย จึงไม่สามารถกดออกไปตามจำนวน 1,500 บาท จึงเกิดอาการโมโหและคลุ้มคลั่ง คิดว่าตู้เอทีเอ็มโกงเงินของตนไป จึงใช้พานท้ายปืนบีบีกันทุบจอตู้เอทีเอ็มดังกล่าว ซึ่งพนักงานสอบสวนจะได้แจ้งข้อกล่าวหาเสพสุราหรือของเมาอย่างอื่น จนเป็นเป็นเหตุให้ตนเมา ประพฤติวุ่นวายหรือครองสติไม่ได้ขณะอยู่ในถนนสาธารณะหรือสาธารณสถาน ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป