เมื่อวันที่ (19 ส.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสัตว์แพทย์บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ผู้อำนวยการธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าทีมสตัฟฟ์ มาเรียม เปิดเผยว่า การปฎิบัติงานครั้งนี้ท้าทายอย่างมาก ต้องใช้นักสตัฟฟ์สัตว์ที่มีความเชี่ยวชาญถึง 5คน เพราะสัตว์ทะเล สตัฟฟ์ยากกว่าสัตว์บก และพะยูน จัดเป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ผิวหนังหนามีไขแทรก ทำให้ขึ้นโครงยาก
นายสัตว์แพทย์บริพัตรอธิบายเทคนิคการสตัฟฟ์ ว่าต้องทำให้สัตว์แห้งไวที่สุด และ ทรงรูปร่างให้คงเดิมที่สุด จึงใช้วัสดุประเภท ไฟเบอร์กลาส มาแทนอวัยวะต่างๆในร่างกาย และใช้บุคลากรที่มีองค์ความรู้ศิลปะร่วมกับ ผู้เชี่ยวชาญด้านกายวิภาคศาสตร์ของสัตว์ เพื่อให้ ซากของมาเรียมสมบูรณ์ที่สุด ทำให้ระยะเวลาในการสตัฟฟ์นั้นนานกว่า สัตว์บก คาดว่า ประมาณ 3 เดือน 1 ปี
ขณะที่การประชุมของคณะทำงานด้านการจัดการสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ วันนี้มีการหารือเร่งด่วน เพื่อกำหนดแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูจำนวนพะยูนในทะเลไทย หลังพบว่าปีนี้มีพะยูนตายไปแล้ว 15 ตัว จาก 16 ตัวที่พบเกยตื้น เหลือ “ยามีล” ที่ยังอนุบาลอยู่ในศูนย์วิจัยฯ จ.ภูเก็ต ซึ่งนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำชับว่า ภายใน 10 ปีต้องเพิ่มจำนวนพะยูนในธรรมชาติให้ได้อย่างน้อย 50% จากจำนวนพะยูนที่สำรวจพบในทะเลไทยประมาณ 250 ตัว
นายธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานที่ประชุมระบุว่า ได้กำหนดแผนไว้ 3 ขั้น คือ ลิบงโมเดล ที่สามารถเพิ่มพื้นที่หญ้าทะเล ทำให้พะยูนเกิดใหม่และย้ายถิ่นมาอยู่แถบทะเลเกาะลิบงถึง 125 ตัว แผนที่ 2 คือ พะยูนโมเดล จะถอดบทเรียนจากการตายพะยูน ที่พบสาเหตุเกือบ 90 % ตายจากเครื่องมือประมง ส่วนแผนที่ 3 คือ มาเรียมโปรเจกต์ ขณะที่แผนพะยูนโมเดล ที่กรมทรัพยาการทางทะเลและชายฝั่งรับผิดชอบโดยตรง นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดี ทช. ระบุว่า เตรียมเสนองานวิจัยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับการลดเครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายต่อพะยูน ในแหล่งหญ้าทะเล แต่จะไม่ใช่กฎหมายเข้าไปจัดการ เพราะเป็นวิถีชาวประมงที่ใช้ประกอบอาชีพ
นอกจากการหารือเรื่องพะยูนในที่ประชุมวันนี้ ได้หารือเรื่องสัตว์ทะเลหายากอีก 4 ชนิด คือ วาฬบรูด้า วาฬโอมูระ เต่ามะเฟือง และปลาฉลามวาฬ ด้วย ซึ่งแผนทั้งหมดจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้