จากกรณี นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุว่ามาตรการ “ชิม ชอปใช้” ไม่ได้มีการห้าม หรือจำกัดไม่ให้นำเงิน1พันบาท ที่รัฐบาลจะจ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง (G-Wallet) นำไปซื้อสินค้าประเภทสุรา เบียร์ บุหรี่ โดยห้ามไม่ให้นำไปเติมน้ำมันตามสถานีบริการน้ำมันเท่านั้น จนเป็นทีวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางนั้น
นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ กล่าวว่า จากรณีดังกล่าว ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ถูกต้อง ท่านต้องไม่ลืมว่าเงินจำนวนนี้มาจากภาษีประชาชน การใช้จ่ายใดๆต้องเป็นไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และข้อสำคัญคือไม่ไปเพิ่มความเสี่ยง หรืออันตรายกับสังคม รวมไปถึงไม่ควรสนับสนุนให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ดังนั้นในบรรดาอบายมุขทั้งหลาย เช่นเหล้า บุหรี่ การพนัน ควรห้ามเอาไว้ เพราะขนาดเติมน้ำมันยังห้ามไว้เลย
“ก่อนหน้านี้ กรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ใช้รูดซื้อสินค้าตามร้านธงฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งกำหนดห้ามเรื่องเหล้าบุหรี่เอาไว้ ตรงนี้ดีอยู่แล้ว แต่พอมาให้กดเงินสดได้ อธิบดีกรมบัญชีกลางกลับเริ่มส่งสัญญาณแปลกๆ เปิดช่องให้ซื้อเหล้าบุหรี่ได้ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปัญหาชาวบ้านนำเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปซื้อเหล้า อบายมุข หรือการนำเงิน1,000 จากโครงการ “ชิม ช้อบ ใช้” อาจจะเป็นเพียงส่วนน้อย แต่ภาครัฐก็ควรป้องปรามมิให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบขยายวง แม้ไม่มีตัวเลขชัดเจนว่าพฤติกรรมดังกล่าวจะมากน้อยเพียงไร แต่ก็มีนัยที่ทำให้เราเห็นว่าประชาชนบางส่วนยังขาดความเข้าใจว่าเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เพราะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาช่วยเหลือค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อย นำไปใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นต่อการครองชีพ เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลควรมีมาตรการป้องปรามกันไว้ เช่น หากพบชัดเจนว่านำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายซื้อเหล้าบุหรี่ เล่นการพนัน ซื้อหวย เขาจะต้องเสียสิทธิอะไรบ้างเพื่อสร้างวินัย มิเช่นนั้นจะเกิดกรณีที่ทำตามๆกัน ซึ่งตรงนี้ต้องระวัง” นายชูวิทย์ กล่าว