เมื่อวันที่ (10 ก.ย.62) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือด้านการลงทุน ในการ ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมผู้ประกอบการและวิสาหกิจเริ่มต้น หรือโครงการอินโนสเปซ (InnoSpace) เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงทุกกลไกให้สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้ ตั้งแต่ด้านต้นทุน นวัตกรรม ไปจนต่อยอดถึงตลาดทุน ซึ่งหากประเทศไม่มีความเปลี่ยนแปลงก็จะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ โดยยอมรับว่า ไทยมีประชาชนที่เป็นฐานรากอยู่มาก และการจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชากรเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องใช้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ร่วมกันเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยต้องผลักดันให้เกิดแนวคิดสตาร์ทอัพเนชั่น หรือ ประเทศแห่งสตาร์ทอัพ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ต้องส่งเสริมภาคการบริการ การเกษตร ให้เพิ่มมูลค่าเป็นการสร้างรายได้ระยะยาว
ด้านนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานที่ปรึกษาบริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า สตาร์ทอัพของไทยในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1,000 ราย แต่ที่ประสบความสำเร็จจริงมีเพียงหลัก 100 รายเท่านั้น ซึ่งหน้าที่ของอินโนสเปซจะต้องสร้างจำนวนสตาร์ทอัพให้เพิ่มขึ้น แล้วจึงเพิ่มคุณภาพที่ดีให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ ในวันนี้มีทิศทางที่ชัดเจนแล้ว เพื่อจะต่อยอดจำนวนสตาร์ทอัพอีกขึ้น 10 เท่าตัว จากนั้นจากตั้งคณะทำงานเพื่อคัดเลือกธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาได้ โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรด้านการลงทุนที่เข้ามาสนับสนุนโดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยวงเงินตั้งต้นกว่า 515 ล้านบาท จาก 13 บริษัท เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) 100 ล้านบาท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) 50 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ 50 ล้านบาท และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 20 ล้านบาท เป็นต้น