"ศาสนา สอนผา" นำพาศาสตร์พระราชามาฟื้นผืนป่าบนภูหลวง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เส้นทางนักพัฒนาชุมชน “ศาสนา สอนผา ผู้จัดการศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง” 15 ปี ของการทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ช่วยชาวบ้านสร้างพื้นที่ทำกิน พัฒนาศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง จนต่อยอดสร้างรายได้ด้วยการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง บ้านศรีเจริญ ต.เลยวังไสย์ อ.ภูหลวง จ.เลย สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 ได้เดินทางมาอยู่บนพื้นที่ 80 ไร่ และพบกับ ศาสนา สอนผา ผู้จัดการศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง บทสนทนาบนภูหลวง จึงเริ่มต้นขึ้น

เพราะใจรักที่จะช่วยชาวบ้านบนพื้นที่ รอบๆป่าภูหลวง จ.เลย ทันทีที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เอกสาขาพัฒนาชุมชน ศาสนา จึงมาเดินมาเพื่อเริ่มต้นงานส่งเสริมเกี่ยวกับเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากร การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน ด้วยการนำแนวคิดระบบวนเกษตรเข้าไปช่วย เนื่องจากสิ่งที่เขาพบในช่วงที่เดินทางมาแรกๆ คือ “เกษตรกรส่วนใหญ่ยังทำแปลงเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกข้าวโพด ปลูกขิง อย่างเดียว รวมถึงการสารเคมี การไถหน้าดิน ส่งผลทำให้แร่ธาตุในดินขาดหายไป”

ด้วยใจที่รักด้านการช่วยชุมชน พัฒนาการทำเกษตรควบคู่กับการอนุรักษ์ เขาจึงเดินหน้าบทบาทของนักพัฒนาทันทีที่มาถึง...แต่การปรับเปลี่ยนแนวคิดของชาวบ้านที่ทำเกษตรพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นระยะเวลายาวนานไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้นวันนี้ พรุ่งนี้

เขาเล่าให้ฟังว่า....

"บางทีการทำงานกับคนเป็นสิ่งที่ยาก บางคนที่เราไปคุยด้วยเขาก็เข้าใจนะ แต่บางคนยึดติดกับสิ่งที่เขาทำมาเมื่อก่อน  เพราะฉะนั้นบางทีการไปเปลี่ยนความคิดคนอื่น เป็นสิ่งที่ยาก เราไปพูดเขาก็ไม่เชื่อ เช่น ดินถ้าไม่ใส่ปุ๋ยมันได้จริงไหม จะทำไหวไหม เพราะว่าปลูกเยอะ ถ้าไม่ฆ่าหญ้าหรือไม่ใช่ปุ๋ย มันทำอย่างไร วัชพืชก็รก บางทีเขาก็ โอ๊ะ ไม่ได้หรอก ทำไปก็ไม่ได้หรอก” 

แต่นั่นไม่ได้ทำให้ศาสนาย่อท้อกลับมองว่า ความคิดที่ติดยึดของชาวบ้านเป็น “อุปสรรคที่เขาต้องฝ่าไปให้ได้” โดยเริ่มจาก “ขิง”เพราะเป็นพืชที่นิยมปลูกกันมากในพื้นที่ แต่ชาวบ้านยังเข้าใจผิด ว่าเป็นพืชหมุนเวียนจะต้องเปลี่ยนที่ปลูกไปเรื่อยๆ รุกเข้าพื้นที่ป่าไปเรื่อยๆ ทำให้เป็นบทพิสูจน์แรกที่เขาต้องทำให้เห็นว่าจะปลูกขิงไม่จำเป็นต้องย้ายพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีก็ได้ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ยอมเปิดรับในแนวคิดและวิธีการของเกษตรในพื้นที่ เพราะล้วนเต็มไปด้วยเทคนิค วิธีการต่างๆมากมาย สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรกลุ่มอื่นๆ พื้นที่อื่นๆ ต่อไปได้ ถือว่าเกิดประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

เมื่อชาวบ้านเกษตรกรในพื้นที่เริ่มเปิดใจ ทำความเข้าใจในเรื่องการอนุรักษ์ ความสำคัญของการรักษาทรัพยากรว่า “คนสามารถอยู่กับป่า” ได้ ขั้นต่อมาเขาจึงเริ่มนำหลักการทำเกษตรทฤษฎีใหม่เรื่อง “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกา ธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาถ่ายทอดต่อ ทั้งเรื่องของการสร้างรายได้ สร้างอาหาร สร้างพื้นที่อยู่อาศัย โดยเริ่มที่การปลูกฝังเยาวชนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าภูหลวง เรียกว่า “กลุ่มเยาวชนเด็กรักษ์น้ำเลย”

หลังจากนั้นเมื่อเริ่มมีผู้ใหญ่ให้ความสนใจและมองเห็นความสำคัญ เรื่องความมั่นคงทางอาหาร ลดการทำลายป่า การกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ก็ลดลง และเริ่มหันมานำพืชพันธุ์จากป่ามาปลูกในบ้านเพื่อลดการรุกป่า  “แหล่งอาหารอันเป็น ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง จึงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพืชป่าอย่าง หมากเม่า หวาย ตาว ผักหวาน ดีปลากั้ง และพืชท้องถิ่นเฉพาะของเลย เช่น มะขามกัง (มะไฟป่า) เป็นต้น”

เขาเล่าเสริมว่า ช่วงแรกของการมาทำงานที่มูลนิธิเลยเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน ปี 2547  เคยร่วมทำโครงการกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า“ทุกคนในชุมชนแม้แต่เด็กเล็กตรวจเจอสารเคมีในเลือดแทบทุกคน ซึ่งได้ข้อสรุปว่ามาจากอาหาร  ที่ส่วนใหญ่ซื้อมาจากตลาด จึงมีแนวคิดจะทำเรื่องอาหารปลอดภัยให้มีความั่นคงด้านอาหารเพิ่มขึ้นมาด้วย

จนกระทั่งในปี 2548 มีโอกาสเข้าอบรมหลักเศรษฐกิจพอเพียงกสิกรรมธรรมชาติ รุ่น 130 กับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมดินโลก จึงกลับมาทำงานวิจัยร่วมกับชาวบ้านหลายชิ้น โดยเฉพาะการนำพืชสมุนไพรมาแปรรูปจนได้เข้าร่วมกับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่มีนโยบายรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านแม้ราคาแพงกว่า แทนการซื้อจากบริษัท

ในการศึกษาองค์ความรู้จากภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างสมุนไพรนี้ เริ่มต้นจากความหลากหลายของสมุนไพรในพื้นที่จากเดิมชาวบ้านจะใช้กันในชีวิตประจำวันก็นำมาต่อยอดสร้างรายได้และชูเป็นจุดแข็งด้านพืชสมุนไพรหอมของท้องถิ่นใน จ.เลย เช่น ไม้จวงหอม เปราะหอม ทำเครื่องหอมอย่างสบู่  ว่านสาวหลงใช้ทำลูกประคบหรือใส่เป็นเครื่องพะโล้ ช่วยรักษาท้องอืด โรคสันนิบาต เป็นลมวิงเวียน ขมิ้น ว่าน ไพร อบเชย ทำแป้ง เครื่องหอม ว่านหอม ปอหอม ทำยาสระผม เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดถูกนำมาถอดองค์ความรู้ ส่งเสริมให้ปลูก แปรรูปแล้วสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนจนสำเร็จ

สูตรสำรับอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นบน “ภูหลวง” ด้วยฝีมือระดับเชฟโจ้สร้างมูลค่าพืชผลเพื่อชาวบ้าน

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามในใจว่าทำไม “ศาสนาถึงเลือกมาอยู่ที่ภูหลวง” แม้ว่าจะทำงานเกี่ยวกับชุมชน เกี่ยวกับชาวบ้านมาตลอดก็ตาม ซึ่งคำตอบ คือ มีรุ่นพี่ที่เคยทำงานที่นี่ก่อนที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวงจะมีขึ้นตอนนั้นเป็นเครือข่ายพัฒนาภูหลวง จึงเข้ามาช่วยในส่วนงานด้านการประสานกับกลุ่มชาวบ้านพื้นที่รอบป่าภูหลวง ด้วยใจที่รักงานด้านนี้อยู่แล้วจึงตัดสินใจมาทันที

“ พอพี่เขาชวนมาแล้วใจที่เราชอบอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจเลย อยู่ยาวเลย เขาบอกว่าถ้าใครได้อาบน้ำเลยจะได้อยู่เลย ผมอาบน้ำหลายปีก็เลยได้อยู่เลย (หัวเราะ) ผมมาตั้งแต่ปี 2547 ปีนี้ปี 2562 ประมาณ 15 ปีครับ” นอกจากนั้น เขายังพบว่าพื้นที่ภูหลวงเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ของการปลูกพืชที่นี่ มีตั้งแต่ฝ้าย ปอ ลูกเดือย ข้าวโพด ขิง เป็นต้น

ปั่นตามรอยพ่อ ปีที่ 7 ชื่นชมผลผลิตจากศาสตร์พระราชา

นอกจาก การมาเพื่อช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรและการอนุรักษ์ป่าแล้ว ส่วนหนึ่งคือการรักษาต้นน้ำให้แข็งแรงไม่ให้เกิดผลกระทบกับคนปลายน้ำ

“ พื้นที่ที่เราอยู่ตรงนี้อยู่ในเขตพื้นที่ต้นน้ำเหมือนกัน เพราะภูหลวงจะมีฝั่งหนึ่งไหลลงแม่น้ำน้ำป่าสัก ฝั่งหนึ่งไหลลงแม่น้ำเลย เรียกว่า ภูปันน้ำ ทางพวกเราคิดว่าคนที่อยู่ต้นน้ำ ถ้าเรายังทำรูปแบบการเกษตรเหมือนเดิม ใช้สารเคมี สารปนเปื้อน มีการไถหน้าดิน ผลกระทบจะเกิดจะเกิดทั้งสายน้ำเลย เพราะเราอยู่ต้นน้ำ ทำให้กลางน้ำ ปลายน้ำได้รับผลกระทบหมด แต่ถ้านำหลัก ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มาใช้ ปลูกอย่างน้อยสัก 20-30 คน คนละไร่ มันก็เป็น 20-30 ไร่ เครือข่ายพัฒนาภูหลวงมีสมาชิก 1,200 ครอบครัวที่ทำงานร่วมกับเรา ก็หมายถึงว่าในพื้นที่ก็จะมีสวนแบบนี้เรียกว่า “ป่าครอบครัว” ประมาณพันกว่าไร่”

และ ณ วันนี้ การก้าวเข้ามาในฐานะผู้จัดการศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง เขาจึงทุ่มแรงกายและใจทั้งหมดที่มี สร้างที่ดิน 80 ไร่ ให้เป็นทั้งพื้นที่กสิกรรมธรรมชาติ แปลงทดลองตัวอย่าง ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการเกษตรอนุรักษ์ พร้อมกับลงพื้นที่ไปตามหมู่บ้าน ชุมชนเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งหมดให้กับคนในพื้นที่ โดยหน้าที่ของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวงมีอยู่ 2-3 ส่วน ส่วนแรก คือ การทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ทำให้เห็นว่าทำเกษตรแบบไม่ต้องใช้สารเคมี ทำได้หรือไม่ การปรับปรุงดินที่เสื่อมโทรมโดยใช้ระบบแบบเกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ ทำได้หรือไม่

“เมื่อก่อนพื้นที่ตรงนี้เป็นแค่สวนมะขาม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีความหลากหลาย แล้วพื้นที่ที่เรานั่งอยู่ทั้งหมดมีแต่ป่าหญ้าคา แต่ปัจจุบันหลังจากที่เราใช้หลักการเกษตรธรรมชาติเกษตรอินทรีย์ สร้างความหลากหลายในแปลงให้มันเพิ่มขึ้น วัชพืชบางส่วนเราก็ไม่จำเป็นต้องกำจัดมันก็หายไปเองหรืออย่างป่าไผ่ ใบไผ่ที่หล่นก็ช่วยเป็นปุ๋ยบำรุงดินสร้างธาตุอาหารให้ดินเวลาเราปลูกพืช”

ส่วนต่อมาคือการสร้างฐานการเรียนรู้ เรื่องคนรักแม่ธรณี ทำปุ๋ยแห้ง ปุ๋ยน้ำ ฐานเกี่ยวกับเรื่องพลังงานทางเลือก ฐานเรื่องการแปรรูปเอาผลผลิตมาแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชาวบ้าน มีเป็นหลักสูตรในการอบรม ให้ความรู้ โดยนำแนวคิดที่ได้จากการอบรมหลักเศรษฐกิจพอเพียงกสิกรรมธรรมชาติ มาปรับใช้ในเหมาะสมกับพื้นที่ด้วย ส่วนงานที่ 3      คือลงพื้นที่ไปพบชาวบ้าน เพื่อไปดูว่าหลังจากเขามาเรียนรู้จากที่นี่แล้วเขาทำได้หรือไม่

นอกจากนั้นแล้วบนพื้นที่ 80 ไร่นี้ ยังมีส่วนของเพาะชำเพื่อรวบรวมพันธุกรรมพืช โดยเน้นไปที่พันธุกรรมพืชพื้นบ้าน ทั้งไม้ยืนต้น ชั้นล่าง ชั้นกลาง ทุกชนิดสะสมไว้แล้วนำมาปลูกถ้ามีชาวบ้านสนใจก็จะแจกให้แต่จะไม่ให้ฟรีเพราะ...

“ สมมติว่าบางคนที่เขามาหาเราให้เขาไปปลูก เช่น ขมิ้น ให้ไป 1 ถุง ประมาณ 30 กิโลกรัม พอหลังจากเขาเก็บเกี่ยวเขาก็จะคืนเรามา 1 ถุง 30 กิโลกรัม ส่วนที่เขาให้คืนเราก็ให้คนอื่นอีกต่อไป”

ในแต่วันของเขาจึงอัดแน่นไปด้วยตารางการทำงานเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง ตั้งแต่ตื่นเช้าราว 04.30 น. เดินดูแปลง ดูผลผลิต ดูต้นไม้ที่ปลูกไว้  เช่น มะแว้ง ขิง เพื่อเป็นตัวอย่างทดลอง มีเก็บถอนวัชพืชบ้าง คิดหาทดลองสิ่งใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีที่ออกแบบง่ายๆ ต้นทุนถูกๆ ทำแล้วใช้ได้จริง ให้ชาวบ้านสามารถที่จะใช้ลดต้นทุน ลดแรงงาน ขณะที่บางวันจะมีอีกภารกิจคือต้องลงพื้นที่ไปพบปะกลุ่มชาวบ้านในหลายอำเภอ เช่น อ.ภูเรือ อ.วังสะพุง อ.ภูหลวง เป็นต้น

และความตั้งใจของเขาตลอด 15 ปี ที่ปลุกปั่นป่าภูหลวงร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่เริ่มมีหลายฝ่ายเห็นและเข้ามาให้ความสนใจมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ที่จับมือกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และเครือข่ายทุกภาคส่วน จัดทำโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ริเริ่มในปี 2556 โดยมีแผนดำเนินงานระยะยาว 9 ปี  ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 7 และทำงานภายใต้แนวคิด “แตกตัวทั่วไทย สานพลังสามัคคี” ศาสนามองว่า....

“ การอาศัยอยู่บนโลกนี้ ทุกคนมีส่วนในการที่ต้องรับผิดชอบกับการดูแลรักษาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาคประชาชน หน่วยงานองค์กรต่างๆ เพราะว่าการช่วยกันประสานหลายๆ ฝ่าย ทำให้เกิดพลังในการสร้าง ในการฟื้น รักษา ให้ยืดยาวต่อไปให้ลูกหลานได้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ถ้าเราดึงเขามาร่วมได้จะเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะว่าลูกหลานจะเป็นผู้ที่จะสืบทอด ทุกสิ่งทุกอย่างไปจากพวกเรา”

และในสถานการณ์ปัจจุบันปัญหาที่เกิดกับโลก เห็นชัดแล้วว่าปัญหามันค่อนข้างหนัก ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งผลกระทบไม่เฉพาะที่บุคคลใด บุคคลหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกร หรือ เฉพาะคนที่อยู่ในเมือง แต่ทุกส่วนมีปัญหา ทุกส่วนได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งหมด เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นแรง เป็นทุน อะไรก็แล้วแต่ที่เขาจะช่วยสร้างตรงนี้ได้

อย่างที่อาจารย์ยักษ์ เคยบอกไว้ว่า “เวลาน้ำท่วมก็ไม่ท่วม แล้งก็ไม่แล้ง มันจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายเลย”

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ