เมื่อวันที่ (24 ก.ย.62) นายอดิทัต วะสีนนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ประจำเดือน ส.ค. 62 ว่า MPI อยู่ที่ระดับ 100.58 หดตัวลง 4.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา MPI อยู่ที่ 105.22 โดยปัจจัยหลักยังคงมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากผลของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน และยังขยายวงสู่ประเทศอื่น ๆ ขณะเดียวกันผลจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องส่งผลกระทบภาพรวมการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ไม่รวมทองคำ หดตัวลง 9.2 %เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามคาดหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐวงเงิน 316,813 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงมาตรการชิม ช้อป ใช้ จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยช่วงท้ายปีที่เหลือปรับตัวเพิ่มขึ้น
“อัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนส.ค.อยู่ที่ 65.75% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 69.11% ทำให้ดัชนีฯยังคงลดลง ซึ่งหวังว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐจะทำให้มีเงินหมุนเวียนเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ 4-5 รอบ ทำให้เกิดกำลังซื้อที่จะประคองภาวะเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปีนี้ไม่ให้แย่ลงได้ หากไม่มีทิศทางเป็นบวกก็มีความเป็นไปได้ที่ สศอ.จะต้องทบทวนปรับประมาณการดัชนีเอ็มพีไอและผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมปีนี้ลงจากปัจจุบันคาดไว้อยู่ที่ 0-1% หรือค่ากลางอยู่ที่ 0.5%” นายอดิทัต กล่าว
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เดือน ส.ค. 62 ได้แก่ รถยนต์และเครื่องยนต์ ลดลง 8.21 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หดตัวลง 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ เช่นถุงมือยางถุงมือตรวจลดลง 21.26% เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน และน้ำตาล
ขณะที่ส่วนอุตสาหกรรมที่การผลิตยังขยายตัวดีได้แก่ ฮาร์ดดิส ไดรฟ์ (Hard Disk Drive) เนื่องจากมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 12.66% จากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา เพราะฐานการผลิตในประเทศมาเลเซียปิดตัวลง อาหารทะเลแช่แข็ง ขยายตัวเพิ่มขึ้น 14.04% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากผลิตภัณฑ์ปลา กุ้งและปลาหมึกแช่แข็ง มีคำสั่งซื้อจากตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น น้ำดื่ม ขยายตัวเพิ่มขึ้น 9.94% จากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ยกเว้นน้ำแร่ เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีผู้ผลิตบางรายปิดซ่อมบำรุงใหญ่ อีกทั้งรัฐบาลเตรียมขึ้นภาษีความหวานรอบที่ 2 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 62 นี้ รวมถึงกระแสการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น