ธนาคารโลก หั่นจีดีพีไทย โตเหลือ 2.7% หวั่นเงินบาทแข็งซ้ำเติม


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เวิลด์แบงก์ คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้ เหลือเติบโต 2.7% จากเดิม 3.5% เหตุส่งออกลดลง ประสบภัยแล้ง และการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐต่ำ หวั่นเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก ซ้ำเติมส่งออกทั้งอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ (10 ต.ค.62) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2562 (GDP) จะขยายตัวเพียงร้อยละ 2.7 จากประมาณการเดิมที่ร้อยละ 3.5 และร้อยละ 2.9 ในปี 2563 ทั้งนี้ การปรับประมาณการดังกล่าว เนื่องมาจากหลายปัจจัยที่สำคัญ ทั้งการส่งออกที่ลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ และอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่ต่ำและมีผลเหนี่ยวรั้งตัวเลขการลงทุนภาครัฐ โดยเวิลด์แบงก์ประมาณการการส่งออกและบริการไทยในปีนี้ลดลงร้อยละ 5.3 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 ในปีหน้า

ธปท.หั่นเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 3.8%

EIC ประเมิน "ชิมช้อปใช้" กระตุ้นจีดีพี 0.03%

โดยส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาในเดือนสิงหาคม 2562 มุ่งเป้าไปที่เกษตรกรผู้ประกอบการขนาดเล็ก-ขนาดกลาง และครัวเรือนที่มีรายได้น้อยโดยผ่านการโอนเงินให้โดยตรง ขณะที่การขยายระยะเวลาการชำระหนี้การคืนเงินภาษีจากกิจกรรมการท่องเที่ยว การขยายยกเว้นค่าวีซ่าสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่กำหนดนั้น มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมานี้น่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2562 ส่วนในระยะปานกลาง ผลกระทบจากมาตรการเหล่านี้จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับกำลังของตัวทวีทางการคลัง

ส่วนนโยบายที่ไม่ใช่ด้านการคลังของรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาเฉพาะด้านและในภาพรวม ทั้งนี้ มีความต่อเนื่องในการดำเนินงานตามนโยบายและโครงการหลักๆ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก การขยายมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่ภาค เกษตร เช่น การประกันรายได้ การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและการปรับระดับผลิตภาพการผลิตในภาคธุรกิจการเกษตรตลอดห่วงโช่อุปทาน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาโดยพื้นฐานแล้ว การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนน่าจะฟื้นตัวกลับมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะปานกลาง โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าการลงทุนภาครัฐจะเริ่มกลับมาเมื่อการลงทุนในโครงสร้าง พื้นฐานขนาดใหญ่เริ่มดำเนินการการค้าและการลงทุนในภูมิภาคโดยเฉพาะในกัมพูชาลาว เมียนมาและเวียดนามก็จะสามารถช่วยลดภายนอกได้

กนง.คงดอกเบี้ย 1.50% หั่นจีดีพี ปี’62 เหลือ 2.8%

โพล ชี้ รัฐบาลประยุทธ์ 2 ยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้เหมือนเดิม

สำหรับด้านปัจจัยเสี่ยงและประเด็นท้าทาย มองว่า สถานการณ์ความเสี่ยงมีแนวโน้มที่จะเป็นไปใน ทิศทางที่ไม่ค่อยดี เป็นประเด็นความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดอันจะก่อให้เกิดความเคลือบแคลงใจอยู่ต่อไปถึงความเหนียวแน่นของรัฐบาลใหม่ที่เป็นรัฐบาลผสมมาจาก 19 พรรคการเมือง ความล่าช้าของการดำเนินงาน
ตามแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ภาครัฐอาจส่งผลในทางลบต่อมุมมองของนักลงทุนและความมั่นใจของผู้บริโภค ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจทำให้อุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอลง แม้ว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะมีความคืบหน้า แต่ก็ยังมีความเสี่ยงว่าอาจเกิดความล่าช้าในการดำเนินงาน

ขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐอมริกาและจีนอาจส่งผลให้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยอ่อนแอลงไปอีก และบั่นทอนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกขณะค่าเงินบาทของไทยแข็งที่สุดในภูมิภาคในช่วงกลางปี2562 เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาหาที่หลบภัยในตลาดพันธบัตรของไทย หากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นต่อไปอีกอาจจะเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของไทยทั้งในภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก กล่าวว่า อัตราการเติบโตของจีดีพีไทยในระดับที่ประมาณการ 2.7% นั้นถือว่าต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมาจากหลายปัจจัยดังที่กล่าวแล้ว รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทยที่เร็วที่สุดในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของคลังที่ออกมานั้นถือว่าทันเวลาในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอ และยังมีช่องว่างพอที่จะทำเพิ่มได้อีก แต่ควรกระตุ้นให้เม็ดเงินถึงมือของกลุ่มประชากรที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

นอกจากนี้ เวิลด์แบงก์ ได้ออกรายงาน East Asia and Pacific Economic Update ฉบับเดือนตุลาคม 2562 ภายใต้ชื่อ Weathering Growing โดยนายแอนดรู เมสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกแลแปซิฟิก ชะลอการเติบโตลงจากเดิมที่ร้อยละ 6.3 ในปี 2561 เหลือเป็นร้อยละ 5.8 ในปี 2562 และร้อยละ 5.7 และ 5.6 ในปี 2563 และ 2564 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงการส่งออกและกิจกรรมด้านการผลิตที่ลดลงในวงกว้าง เป็นผลจากอุปสงค์อุปสงค์ของตลาดโลกที่อ่อนตัว รวมถึงอุปสงค์จากจีนที่ลดลง โดยคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปีนี้เติบโตร้อยละ 6.1 ลดลงจากประมาณการเดิมร้อยละ 0.1 อละร้อยละ 5.9 ในปีหน้า ลดลงจากประมาณการเดิมร้อยละ 0.3

ขณะที่ความตึงเครียดของสงครามการค้าที่ยังมีความไม่แน่นอนมากขึ้น รวมถึงความวุ่นวายในกรณี Brexit ส่งผลต่อการส่งออกและการลงทุน นับเป็นบททดสอบความยืดหยุ่นในการรับมือด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ และถือเป็นความเสี่ยงด้านลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่จะรุนแรงมากขึ้น แต่ความคาดหวังจองบางประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าใหม่หรือการย้ายฐานการผลิตนั้น แต่จากความไม่ยืดหยุ่นของห่วงโซ่มูลค่าโลก ทำให้ประเทศในภูมิภาคไม่ได้รับประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวในระยะใกล้

นอกจากนี้ ระดับหนี้ที่อยู่ในระดับสูงและกำลังเพิ่มขึ้นในบางประเทศของภูมิภาคนี้จะส่งผลให้การใช้นโยบายการคลังและการเงินเพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากเศรษฐกิจโลกชะลอมีข้อจำกัดในการดำเนินการ ดังนั้น ประเทศต่างจะต้องหาสมดุลระหว่างการเติบโตและการบริหารจัดการหนี้ ให้ความสำคัญกับภาพรวมและความยั่งยืน และควรมีการปฎิรูปเชิงโครงสร้างทั้งด้านกฎระเบียบด้านการค้า-การลงทุน และนวัตกรรม-เทคโนโลยี เพื่อดึงดูดการเข้ามาลงทุนในอนาคต รวมถึงประเทศในภูมิภาคนี้จะได้รับประโยชน์จากการเปิดการค้า และจากรวมตัวด้านการค้าในภูมิภาคให้มากกว่าเดิม

 

Photo : เงินบาท 41330 จาก Pixabay

 

TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ