วันนี้ (11พ.ค.58) ผู้สื่อข่าวรรายงานว่า นางสาวรพี ผาสุก อายุ 68 ปี เจ้าของร้านทองพรพรรณ แสดงหลักฐานสมุดบัญชีธนาคารทหารไทย ที่มียอดเงินเข้าบัญชีจำนวน 2 ล้าน 2 แสน 5 หมื่นบาท หลังจากมีการติดต่อซื้อขายทองคำแท่ง จำนวน 12 แท่ง หนักแท่งละ 10 บาท แต่กลับถูกหลอก
นางสาวรพี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีโทรศัพท์จากลูกค้า ซึ่งทราบชื่อต่อมาคือ นางอุไรวรรณ มาสอบถามราคาทองคำแท่ง เพื่อนำไปใช้ในงานแต่งงาน จำนวน 12 แท่ง จึงได้มีการตกลงซื้อขายกัน ในราคา 2 ล้าน 2 แสน 5 หมื่นบาท โดยแจ้งว่าจะขอจ่ายเงิน โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารทหารไทย
หลังจากนั้น ก็มีข้อความ SMS ส่งเข้ามาทางโทรศัพท์มือถือว่า มีเงินเข้าบัญชี เธอจึงรีบนำสมุดธนาคาร ไปปรับที่ธนาคารก็พบว่า มียอดเงินเข้าจริง จึงติดต่อให้มารับทอง ซึ่งเป็นผู้ชายสวมเสื้อสีน้ำเงิน พร้อมกับนำสำเนาใบฝากเงิน และสำเนาเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา มาให้ด้วย
นางสาวรพีกล่าวต่ออีกว่า ธนาคารทหารไทย สาขาบางขุนนนท์ ได้โทรศัพท์มาแจ้งตนว่า เช็คที่เอามาเข้าบัญชีถูกอายัด ตนจึงรีบไปรับเช็คและพบว่าเป็นเช็คของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ชื่อเจ้าของเช็ค คือนายสมชาย สาฆอ ซึ่งเป็นเช็คเด้ง จึงได้รีบไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรโพธาราม
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประสานติดต่อไปยังธนาคารทหารไทย สาขาโพธาราม เพื่อขอดูเช็ค สรุปว่า เช็คตัวจริงกับตัวก๊อบปี้ ที่ชายต้องสงสัยนำมาแสดง กลับไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เช็คดังกล่าว มีการสั่งจ่ายในชื่อนายสมชาย สาฆอ และเช็คที่สั่งจ่ายชื่อนายสมชาย อาศัยอยู่ที่ จังหวัดยะลา ตำรวจจึงได้ติดต่อไปยังนายสมชาย ซึ่งแจ้งว่า ได้อายัดบัญชีเงินฝากไปนานแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ จึงทำการสืบประวัติ การทำธุรกรรมในบัญชีเช็คดังกล่าว พบว่า ยังไม่มีการอายัดบัญชีแต่อย่างใด มีแต่การอายัดเช็คเกิดขึ้นเท่านั้น และบัญชียังใช้งานได้ตามปกติ
เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงนัดผู้เสียหาย ให้เดินทางเข้าไปยังธนาคารทหารไทย สำนักงานใหญ่ เพื่อติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง พร้อมทั้งประสานงาน นำชุดสืบสวนสอบสวน เพื่อติดตามนำตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดี เพราะเชื่อว่ามีการทำเป็นขบวนการ
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นตำรวจคาดว่า คนร้ายอาศัยช่องโหว่ของระบบธนาคาร กรณีเมื่อมีผู้นำเช็คมาฝากเข้าบัญชี ธนาคารจะรับฝากไว้ก่อน โดยมียอดเงินแสดงให้เห็นในสมุดบัญชี แต่ยังเบิกเงินไม่ได้ ต้องรอจน ขั้นตอนเรียกเก็บเงินจากผู้สั่งจ่ายเช็คได้สำเร็จเสร็จสิ้น จึงจะเบิกเงินได้ ซึ่งจะต้องตรวจสอบข้อมูลกับทางธนาคารให้แน่ชัดอีกครั้งว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร