ปริญญา ผู้สร้างดินแดนของ “ฅนฮักถิ่น” ลูกอีสานผู้ยึดมั่นในศาสตร์พระราชา

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“แผ่นดินอีสาน” เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ทำให้หลายคนเลือกที่จะทิ้งท้องไร่ ท้องนาของบรรพบุรุษ ออกไปแสวงหารายได้ที่มั่นคง หนึ่งในนั้นคือ ปริญญา นาเมืองรักษ์ ที่เดินทางไปถึงประเทศซาอุดีอาระเบีย หวังนำเงินทองกลับมาใช้หนี้ให้ครอบครัว แต่สิ่งที่เขาได้กลับมาคือ....

“บ้านเมืองเขามีแต่ทะเลทราย บ้านเรามีดิน มีน้ำ มีความอุดมสมบูรณ์  ตัดสินใจกลับมาดูแลที่ดินมรดกของพ่อ รักษาดูแลด้วยการเพิ่มความขยัน”

การออกไปเห็นโลกกว้างกลับทำให้ปริญญารับรู้ถึงคุณค่าความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในเมืองไทย โดยเฉพาะแผ่นดินอีสานที่หลายคนเข้าใจว่ามีความแห้งแล้ง ทั้งที่จริงๆ แล้วเกิดจากปัจจัยของการผลิตสินค้าเกษตรที่เหมือนๆ กัน จนอำนาจการกำหนดราคาไปติดอยู่ในมือของนายทุน แต่ปริญญาเลือกเดินเข้าสู่วิถีแห่ง “ศาสตร์พระราชา” ด้วยการปลุกปั่นพื้นที่ของบรรพบุรุษที่ย้ายมาจาก จ.ร้อยเอ็ด และตั้งถิ่นฐานที่ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

ปริญญาเกิดและเติบโตที่นี่หลังจากจบการศึกษาระดับ ปวช. ด้านบัญชี ได้เดินทางไปทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบียถึง 5 ปี (พ.ศ.2530-2535) จนกระทั่ง ปี 2540 ทางบ้านเจอปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจกลับบ้านเพื่อรักษามรดกที่ดินของพ่อ 50 ไร่ เขากลับมาด้วยมุมมองใหม่ที่มีต่อแผ่นดินอีสาน มองเห็นคุณค่าของผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทยที่มีทั้งแสงแดด อากาศ ดิน น้ำ และป่า ต่างจากแผ่นดินซาอุดีอาระเบียที่มีแต่ทะเลทรายและลมแล้ง ซึ่งในสายตาของเขา “ อีสานนั้นร่ำรวยทั้งวัฒนธรรม ประเพณี น้ำใจ และทรัพย์ในดินเพียงแต่จะต้องมองและแก้ปัญหาให้ตรงจุด”

จนกระทั่งเขามีโอกาสได้พบกับ อ.ปัญญา ปุลิเวคินทร์ หัวหน้าศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งในขณะนั้นทำงานอยู่กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  ในโครงการทายาทรับภาระหนี้แทนกับ (ธ.ก.ส.)  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการเกษตรผสมผสานไทย-เบลเยี่ยม จึงได้พบกับ “แนวคิดในการทำการเกษตรผสมผสานทั้งปลูกพืช ประมง และเลี้ยงสัตว์” ซึ่งทำให้ลดต้นทุนได้ แต่เพราะเกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาขายเองได้จึงยังคงมีหนี้สินติดตัว

และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้ตรงจุด ปริญญา จึงมีแนวคิดรวมตัวเกษตรกรเพื่อนำองค์ความรู้ของแต่ละคนมารวมกันเพื่อถ่ายทอดจนเกิดเป็น “โรงเรียนชาวนา” ใช้หลัก “สู้ด้วยยุทธศาสตร์ รบด้วยปัญญา ชนะด้วยความรู้” ในปี พ.ศ. 2546 โดยรวบรวมคนจาก 18 อำเภอ ใน จ.สกลนคร ใน อ.สว่างแดนดิน โรงเรียนชาวนาแห่งนี้นำไปสู่กระบวนการลดต้นทุนในการทำนาตั้งแต่การเก็บเมล็ดพันธุ์ การเตรียมแปลง การตกกล้า การปักดำ การสำรวจระบบนิเวศ ข้าวแตกกอ ข้าวตั้งท้อง ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ครบทุกกระบวนการในการทำนา

2 ปี ต่อมาปี พ.ศ.2548 จากโรงเรียนชาวนาก็พัฒนาขึ้นเป็น “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ฅนฮักถิ่น” ชูยุทธศาสตร์ “สร้างงาน ผสานวิชา พัฒนาอาชีพ” โดยใช้ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าของตัวเอง ไม่ละทิ้งถิ่นฐานและเป็นเวลาเดียวกับที่ อ.ปัญญา ลาออกไปทำงานที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จ.นครนายก  กลุ่ม “ฅน ฮัก ถิ่น” ก็ไปช่วยงาน อ.ปัญญา 2 ปี จนได้เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

“ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ฅนฮักถิ่น สู้ด้วยยุทธศาสตร์ รบด้วยปัญญา ชนะด้วยความรู้ เอาวิชาของทุกคนที่มีมารวมกันเพื่อเป็นจุดถ่ายทอดให้เกษตรกรพัฒนาอาชีพ ด้วยทรัพยากร คนน้ำป่า” 

เปิดใจ “เชฟโจ้ เชฟหนุ่ม” สองพี่น้องผู้รังสรรค์อาหารสานต่อศาสตร์พระราชา

และในที่สุด ปี พ.ศ. 2550 ปริญญาได้มาเจอกับ อาจารย์ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมดินโลก ผู้ที่รู้แก่นแท้ของหลักเศรษฐกิจพอเพียงคนหนึ่งของประเทศไทย เข้าสู่เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ เรียนรู้หลักเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติด้วย บันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง ปรับพื้นที่ในการสร้างป่า ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง อันเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง โดยปลูกป่าตามแนวเขตที่ดิน ปลูกแทรกในสวนยางพารา ปลูกป่าต้นน้ำ สร้างพื้นที่ 50 ไร่ ด้วยหลักโคก หนอง นา คือขุดหนองน้ำ ทำแปลงพอกิน หัวคันนาทองคำ ธนาคารอาหาร หลุมพอเพียง และแปลงนา เพื่อตอบโจทย์ของการมีอยู่ มีกิน มีใช้ มีความร่มเย็น

เป้าหมายสูงสุดของ ปริญญากับผืนดิน 50 ไร่ แห่งภาคอีสานและ "ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ฅนฮักถิ่น" คือ อยากให้เกษตรกรที่ยังมีที่ดินเพื่อที่ลูกหลานชาวอีสานจะไม่ต้องทิ้งบ้านเกิดไปทำมาหากินในเมืองโดยใช้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมผสานพลิกแพลงเทคนิคสมัยเก่ากับใหม่มาเพื่อนำไปสู่การ “สร้างทายาทเกษตร ให้ลูกหลานหวงแหนและกลับคืนถิ่น ให้สมกับที่ตั้งชื่อศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ “ฅน ฮัก ถิ่น”

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ