เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2562 นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบตัวเลขการเลิกจ้างที่มีลูกจ้างมายื่นคำร้องต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อขอให้กสร.ช่วยเหลือให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมาย ซึ่งในปีงบประมาณ 2561 มีสถานประกอบกิจการเลิกจ้าง 607 แห่ง ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบและมายื่นหนังสือร้องเรียนกับกสร. 5,619 คน ส่วนปีงบประมาณ 62 มีสถานประกอบกิจการเลิกกิจการ 1,017 แห่ง ลูกจ้างได้รับผลกระทบ 7,703 คน เมื่อเทียบแล้วพบว่าปี 2562 มีสถานประกอบกิจการได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 67.55 ส่วนลูกจ้างได้รับผลกระทบก็เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 37.09 และหากเทียบตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค. 2561 พบว่ามีสถานประกอบการปิดกิจการ 296 แห่ง ลูกจ้างได้รับผลกระทบ 1,101 คน ส่วน ต.ค.-ธ.ค. 2562 มีสถานประกอบการเลิกกิจการไปแล้ว 365 แห่งมีลูกจ้างได้รับผลกระทบ 2,870 คน อย่างไรก็ตาม ในจำนวนนี้ยังไม่นับรวม 2 กรณีที่เพิ่งมีการเลิกจ้างล่าสุด คือ โรงกลึงที่จังหวัดชลบุรี ที่มีลูกจ้างได้รับผลกระทบ 63 รายและบริษัทที่กระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ที่มีลูกจ้างได้รับผลกระทบเกือบพันคน
นายอภิญญา กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่กสร.มีนั้น ไม่ใช่ตัวเลขสถานประกอบการปิดกิจการทั้งหมด และไม่ใช่ตัวเลขลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ยังมีปัญหาไม่ได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมาย จึงมาร้องต่อกสร.ช่วยเหลือเท่านั้น ส่วนตัวเลขการปิดกิจการ การถูกเลิกจ้างจริงๆ นั้นจะอยู่ที่สำนักงานประกันสังคม ซึ่งจะมีอยู่ 3 ก้อน คือ 1.กรณีถูกเลิกจ้าง 2.กรณีสมัครใจลาออก และ 3.กรณีสิ้นสุดสัญญาจ้าง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามตัวเลขเหล่านี้ ได้มีการประเมินว่าเป็นการขยับอยู่ที่ร้อยละ 1 - 1.2 แต่ในช่วงหลังจะเห็นว่ามีการเลิกจ้างค่อนข้างถี่ แต่ถ้าดูดีๆ แล้วเมื่อมีการเลิกจ้าง มีการปิดกิจการ แต่อีกด้านหนึ่งก็มีการเปิดกิจการ และมีการจ้างงานเพิ่มเช่นเดียวกัน โดยพบว่า จำนวนผู้มีงานทำและเข้าไปอยู่ในระบบประกันสังคมก็เพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนน้อยแต่ก็ยังเพิ่มขึ้น
รวมสถานการณ์ผู้ประกอบการไทยยื้อไม่ไหว ลูกจ้างตกงาน!
อธิบดีกรมสวัสดิการฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ในปี 2563 นั้นเชื่อว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น เนื่องจากเรารู้อยู่แล้วว่าที่ผ่านมาการปิดกิจการการเลิกจ้างมีปัญหามาจากเรื่องของสงครามการค้า เรื่องค่าเงินบาทแข็ง ความไม่ชัดเจนการตกลงทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงความไม่แน่นอนของอังกฤษว่าจะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ ซึ่งวันนี้มีความชัดเจนแล้วในหลายเรื่อง สถานการณ์การเจรจาทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐก็มีข้อตกลงกันได้ระดับหนึ่ง ขณะที่อังกฤษหลังจากที่มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็ชัดเจนว่าออกจากสหภาพยุโรปแน่นอน ดังนั้น 2 เรื่องนี้คลี่คลายแล้ว แต่ยังเหลือปัญหาเรื่องค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลพยายามจะแก้ไขรวมถึง การยกระดับสินค้าของไทยให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ เพราะสินค้าของเราราคาแพง แต่ก็ต้องมั่นใจว่าคุณภาพของเราดีเพื่อเอาไปสู้ตรงนี้ได้ อย่างไรก็ตามกสร.และกระทรวงแรงงานไม่ได้นิ่งนอนใจได้มีการหารือ และจับตา เรื่องนี้อย่างใกล้ชิด