โรฮิงญานับเป็นประเด็นร้อนที่สุดในสังคมไทยในเวลานี้ หลังเกิดการถกเถียงกันขึ้นในหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของมนุษยธรรม และความมั่นคง
ล่าสุดแม้ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงของไทยจะระบุชัดว่า ชาวโรฮิงญาที่มีการล่องเรือในลักษณะ "มาตายเอาดาบหน้านั้น" ส่วนใหญ่มาจากคอกซ์บาซา ประเทศบังคลาเทศ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โรฮิงญาส่วนหนึ่งก็เดินทางออกมาจากรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมาร์ เช่นเดียวกัน
กว่า 70 ปี หลังการประกาสอิสรภาพจากอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม ไฉนชาวโรฮิงญาที่ตั้งรกรากในเขตพื้นที่ของเมียนมาร์จึงไม่สามารถผสานรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับชาวเมียนมาร์ได้
นางสาวเปรมใจ วังศิริไพศาล นักวิจัยอาวุโสของศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ "ทีมข่าว PPTVHD" ว่า ปัจจัยที่ทำให้ชาวโรฮิงญาไม่สามารถหลอมรวมกับชาวเมียนมาร์ได้นั้น มีการพูดถึงใน 4 ประเด็นด้วยกัน ซึ่งบางประเด็นเป็นไปได้ และบางประเด็นอาจมีผู้สร้างขึ้น
ประเด็นที่ 1 คือเรื่องของความแตกต่างของศาสนา ด้วยเหตุที่ว่าชาวโรฮิงญาเองนั้น นับถือศาสนาอิสลาม แต่ในขณะที่ชาวเมียนมาร์พื้นถิ่นนั้นนับถือศาสนาพุทธ ทำให้ประเด็นปัญหาความขัดแย้งทางด้านศาสนาถูกหยิบยกออกมาพูดในลักษณะที่ว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวโรฮิงญากับชาวเมียนมาร์ไม่ลงรอยกัน แท้จริงแล้วศาสนาไม่ใช่ปัจจัยหลักของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีหลักฐานที่ว่า ชาวโรฮิงญาไปข่มขืนหรือเผาบ้านชาวพุทธในเมียนมาร์ หรือหากเกิดขึ้นจริงก็ไม่สามารถที่จะเหมารวมว่าเป็นฝีมือชาวโรฮิงญาทั้งหมด
ประเด็นที่ 2 ชาวโรฮิงญาไม่ใช่ประชาชนของเมียนมาร์ แต่เป็นทหารที่อังกฤษส่งมารบกับเมียนมาร์นั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นประเด็นที่ทหารเมียนมาร์เองก็คงหนีไม่พ้นถึงกระแสดังกล่าว เพราะจะให้พูดจริงๆ คนที่เป็นทหารในยุคนั้นก็เป็นคนยุคแรกๆที่เข้ามาในเมียนมาร์ แต่ในตอนนี้คือคนรุ่น 2 รุ่น 3 ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในช่วงสงคราม ฉะนั้นจะอ้างว่าชาวโรฮิงญาเหล่านี้คือพวกทหารที่เคยทำร้ายพวกเขาก็คงจะไม่ได้ และที่มากไปกว่านั้นความรู้สึกโกรธแค้นเหล่านี้จะค่อยๆเบาบางลง เช่นเดียวกับตอนที่ไทยรบกับเมียนมาร์ที่ในตอนนี้กลับกลายมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน
ประเด็นที่ 3 ความป่าเถื่อนที่ชาวโรฮิงญาทำไว้กับพม่าที่ถูกอ้างถึง ในส่วนนี้เอง ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงของชาวโรฮิงญาว่า เคยทำอะไรให้ชาวเมียนมาร์ สะเทือนใจมากน้อยแค่ไหน แต่การที่ปัจจุบันที่มีการออกมาต่อต้าน ชุมนุมเรียกร้องนั้นก็เป็นเรื่องปกติของการเป็นประชาธิปไตย ที่รัฐบาลเมียนมาร์สามารถจัดการได้ตามกระบวนการ
ประเด็นที่ 4 นโยบายรัฐบาลเมียนมาร์ คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ชาวโรฮิงญาไม่สามารถรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับคนเมียร์มาร์ได้ และยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีการต่อต้าน และผลักดันชาวโรฮิงญาให้ออกไปจากประเทศ
"เมียนมาร์เองนั้นมีปัญหามาตลอดกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ เพราะเหตุที่แต่ละเผ่าเองก็อยากจะขึ้นมาเป็นใหญ่ และทรัพยากรธรรมชาติที่มีในแต่ละเผ่านั้นก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญในการแย่งชิงดินแดนเพื่อขึ้นมาเป็นใหญ่ แต่ในภายหลังที่รัฐบาลเมียนมาร์ขึ้นมาปกครอง ก็เหมารวมเพียง 140 เผ่า ให้ถือเป็นสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ทิ้งไว้แต่ชาวโรฮิงญา ให้กลายเป็นกลุ่มคนไร้สัญชาติ โดยอ้างเหตุผลต่างๆนานาในการไม่ยอมรับชาวโรฮิงญาเป็นกลุ่มชนเดียวกัน" นางสาวเปรมใจ กล่าว
ดังนั้นท่าทีของรัฐบาลเมียนมาร์ที่มีต่อชาวโรฮิงญาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ชาวโรฮิงญาไม่สามารถเป็นหนึ่งของชาวเมียนมาร์ได้เลยในรอบ 70 กว่าปีที่ผ่านมา
สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดในระยะยาวนั้น นางสาวเปรมใจ กล่าวว่า เมียนมาร์เอง ควรที่จะเปลี่ยนท่าที เลิกแสดงถึงการต่อต้านชนเผ่าโรฮิงญา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เมียนมาร์ต้องการที่จะเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในขณะนี้ หากยังแก้ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนพื้นฐานไม่ได้ ย่อมถูกตั้งคำถามจากนานาชาติ
"แม้วันนี้เมียนมาร์จะยังไม่อยากให้สัญชาติกับชาวโรฮิงญา แต่อย่างน้อยสถานะในที่อยู่อาศัย สิทธิในการครอบครองที่ดิน สิทธิในการศึกษาเล่าเรียน ก็ควรที่จะมีให้แก่ชาวโรฮิงญา เพราะอย่างน้อยเขาก็เข้ามาอาศัยในถิ่นฐานเป็นเวลานานแล้ว" นางสาวเปรมใจ กล่าว
ทั้งนี้ นางสาวเปรมใจ กล่าวอีกว่า การอพยพของชาวโรฮิงญา หลายร้อยชีวิตผ่านทางเรือขนาดใหญ่ ข้อมูลหลายฝ่ายก็ชี้ชัดแล้วว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การหนีตายจากการเข่นฆ่าเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นกระบวนการที่มีการ "นำพา" และมีกลุ่มผู้นำพาชาวโรฮิงญาทั้งจากประเทศบังคลาเทศ และเมียนมาร์เหล่านี้ไปยังประเทศปลายทางโดยมีการ "จัดการ" ของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เห็นด้วยว่าควรจะมีการนำชาวโรฮิงญาเหล่านี้กลับไปประเทศต้นทาง
และในส่วนของนานาชาติ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ เสนอว่า ควรเข้าไปใช่วยเหลือในการพัฒนาเศรษฐกิจของบังคลาเทศให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย มิใช่เพียงแค่สนับสนุนการตั้งศูนย์พักพิงเท่านั้น ก็จะเป็นการช่วยบังคลาเทศได้ในระยะยาว อีกทั้งยังลดอัตราการอพยพออกนอกถิ่นฐานได้ในที่สุด แต่วิธีการนี้ต้องใช้เวลาในการดำเนินการค่อนข้างนานกว่าจะได้เห็นออกมาเป็นรูปธรรม แต่เชื่อว่าเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาระยะยาวที่ดีอีกวิธีหนึ่ง