ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึง 39.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.2% จากปี 2561 โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย มากที่สุด 5 อันดับแรก จีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีและ สปป.ลาว สร้างรายได้เข้าประเทศ 1.93 ล้านล้านบาท
ซึ่งนักท่องเที่ยวที่สร้างรายได้สูงสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย จีน มาเลเซีย รัสเซีย ญี่ปุ่น และอินเดีย ตามลำดับ หากแบ่งสัดส่วนรายได้ประเทศไทยมีรายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวจีน มูลค่ารวมถึง 5.5 แสนล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยว 11 ล้านคน ซึ่งจีนถือเป็นสัดส่วนมากถึง 30%
แต่เมื่อประเทศไทยได้รับผลกระทบของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ 2019 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ได้ออกมายอมรับว่า ตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.2563 ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ประกาศห้ามกรุ๊ปทัวร์จีนเดินทางออกจากประเทศก็ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนหายไปทันทีกว่า 90%
โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประมาณการณ์ผลกระทบของมาตรการที่จีนประกาศให้บริษัทนำเที่ยวในจีนหยุดดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศ จะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทย ซึ่งตั้งสมมติฐานไว้ 4 กรณี คือ
กรณีที่ 1 จีนห้ามเดินทางตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค.2563 ( 3 เดือน) จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 1.47-1.98 ล้านคน รายได้จะหายไป 6.7 - 9.1 หมื่นล้านบาท
กรณีที่ 2 จีนห้ามเดินทาง ตั้งแต่ ม.ค.-เม.ย. 2563 ( 4 เดือน) จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 2.16-2.83 ล้านคน รายได้จะหายไป 0.99-1.3 แสนล้านบาท
กรณีที่ 3 จีนห้ามเดินทาง ตั้งแต่ ม.ค.-มิ.ย.2563 ( 6 เดือน) จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 3.23-4.37 ล้านคน รายได้จะหายไป 1.48 - 2.01 แสนล้านบาท
กรณีที่ 4 จีนห้ามเดินทาง ตั้งแต่ ม.ค.-ก.ย.2563 ( 9 เดือน) จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 5.21-7.07 ล้านคน รายได้จะหายไป 2.4 - 3.25 แสนล้านบาท
เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ อย่าง กรุงเทพ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ เพราะนักท่องเที่ยวจีนยกเลิกการจอง 100% โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เป็นช่วงไฮซีซั่น หรือ Golden Week ของคนจีน