วันนี้ (25 พ.ค.58) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระราชวิมลโมลี เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึงแนวทางตรวจสอบทรัพย์สินของพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ และวัดบ้านไร่ ว่าจะให้ความสำคัญไปที่ เอกสารต่างๆของวัดบ้านไร่ เช่น โฉนดที่ดิน หนังสืออนุญาตสร้างวัด และ เอกสารตราตั้งเจ้าอาวาส เนื่องจากเอกสารเหล่านี้มีความสำคัญต่อการบริหารส่วนต่างๆ ของวัด และจะเข้มงวดตรวจสอบทรัพย์สินต่างๆ
โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ เช่น เครื่องใช้มีค่า ที่ลูกศิษย์นำมาถวายให้กับหลวงพ่อคูณ จะต้องนำมาขึ้นทะเบียนคุรุภัณฑ์ทั้งหมด สำหรับเงินในบัญชี เงินบริจาคตามส่วนต่างๆของวัด และเงินสดที่ยังไม่ได้เข้าไปในบัญชี จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตรวจสอบอย่างละเอียด
นายปรีชา สุวรรณทัต ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสงฆ์ กล่าวถึงการจัดการทรัพย์สินมรดกของ พระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ว่า หลักการใหญ่ๆ ที่ต้องพิจารณา คือ 1.หลวงพ่อคูณทำพินัยกรรมไว้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ทำ ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของวัดบ้านไร่ทันที ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 2.หากหลวงพ่อคูณทำพินัยกรรม การจัดการทรัพย์มรดกก็จะเป็นไปตามพินัยกรรม หรือหากท่านแสดงเจตนายกทรัพย์สินให้ใครก่อนมรณภาพ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น
นายปรีชา กล่าวต่อว่า หลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน และคณะกรรมการได้ทำงานไประยะหนึ่งแล้ว น่าจะมีการตั้งผู้จัดการมรดกขึ้นมา เพราะมิฉะนั้นเงินที่อยู่ในบัญชีธนาคารต่างๆ จะไม่สามารถถอนมาดำเนินกิจการใดๆ ได้ โดยวิธีการ คือ ให้รักษาการเจ้าอาวาส หรือไวยาวัจกรของวัด ร้องไปที่สาลเพื่อตั้งผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย เมื่อตั้งแล้วจะมีการปิดประกาศเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคัดค้านตามเวลาที่กฎหมายกำหนด
สำหรับข้อสังเกตเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของหลวงพ่อคูณ นายปรีชา บอกว่า ต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างครองสมณเพศ โดยไม่รวมพวกสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ของวัด และที่ดินวัดที่ถือเป็นที่ธรณีสงฆ์