นพ. ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค โพสต์เฟซบุ๊ก "หมอแก้ว ผลิพัฒน์" ระบุ ถึง 9 ปัจจัยที่ทำให้ไทยรับมือโควิด-19 ได้ดี
“ การรับมือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของประเทศไทยที่ผ่านมาสามารถดำเนินการได้เป็นอย่างดีทำให้สามารถควบคุมโรคได้ผลอย่างเป็นที่ประจักษ์ มีจำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานของหลายภาคส่วน โดยมีหลายเรื่องที่เราสามารถทำได้ดี ดังนี้
1. ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ได้แก่
1.1 ประเทศไทยมีระบบงานด้านความมั่นคงด้านสุขภาพที่ดี ได้รับการจัดอันดับตามดัชนีความมั่นคงด้านสุขภาพโลก (Global Health Security Index) ของมหาวิทยาจอห์นฮอบกิ้น สูงเป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นอันดับ 1ของเอเซีย
1.2 กระทรวงสาธารณสุขได้จัดวางระบบ ริเริ่ม และพัฒนาสมรรถนะระบบงานด้านการจัดการภาวะฉุกเฉิน ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน และระบบบัญชาการเหตุการณ์อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง
1.3 ประเทศไทยมีอาสาสมัครสาธารณสุขที่มีสมรรถนะสูงมากกว่า 1 ล้านคนสนับสนุนงานด้านการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ ติดตามผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง และติดตามผู้สัมผัสอย่างมีประสิทธิภาพ
1.4 ประเทศไทยมีหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคถึงระดับอำเภอทุกอำเภอ มีหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่ออันตรายครบทุกจังหวัด และทุกเขต ซึ่งสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคระดับอำเภอได้
2. ประเทศไทยยกระดับการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2563 ทำให้มีสามารถจัดทำกรอบยุทธศาสตร์การรับมือได้ตั้งแต่ระยะแรกที่เริ่มมีการแพร่ระบาด มีแผนเผชิญเหตุเป็นระยะๆ อย่างเหมาะสม สามารถระดมคนเข้ามาทำงานได้อย่างต่อเนื่อง มีการประชุมซักซ้อมวิธีปฏิบัติก่อนที่จะเริ่มมีสถานการณ์รุนแรงทั้งสำหรับทีมภาคสนามและทีมในโรงพยาบาล และสามารถจัดระบบการตอบโต้ได้อย่างมีเหตุมีผล
3. กระทรวงสาธารณสุขสามารถรวบรวมและเชิญชวนผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาและการป้องกันควบคุมโรค เข้ามาร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาฯ ทำในการปฏิบัติมีหลักวิชาการรองรับ
4. ในระยะแรก ระบบการคัดกรองผู้เดินทาง และระบบการเฝ้าระวังผู้เดินทางดำเนินการผลเป็นอย่างดี สามารถตรวจจับและค้นหาผู้สัมผัสได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัดได้ระยะหนึ่ง
5. ประเทศไทยมีนักระบาดวิทยาและหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคที่สามารถดำเนินการสอบสวนควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว ค้นหาผู้สัมผัส และติดตามผู้สัมผัสต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลา 14 วันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างเด็ดขาด
6. ระบบบริการสาธารณสุขมีการปรับตัวและเพิ่มศักยภาพในการรับมือด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายศักยภาพการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การเพิ่มจำนวนเตียงที่สามารถรองรับผู้ป่วยวิกฤติ การหาสถานที่รองรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากนักไว้รับรักษานอกโรงพยาบาล เป็นต้น
7. ประเทศไทยมีการนำมาตรการการจำกัดผู้เดินทางเข้าประเทศมาใช้อย่างเหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และเมื่อเริ่มมีความเสี่ยงที่จะมีผู้ป่วยเดินทางจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยก็มีมาตรการห้ามการเดินทางเข้าประเทศอย่างเด็ดขาด และมีการจัดระบบการกักกันและเฝ้าสังเกตอาการผู้เดินทางที่เข้มข้นและจริงจัง
8. มาตรการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ และมาตรการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับการป้องกันโรคได้รับการยอมรับและได้รับความร่วมมืออย่างกว้างขวางจากคนไทย ทั้งการใส่หน้ากาก และการล้างมือเจลแอลกอฮอล์
9. เมื่อมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยนำมาตรการทางสังคมภาคบังคับมาใช้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันมาตการทางสังคมภาคสมัครใจ เช่น การขอความร่วมมือให้ประชาชนทำงานที่บ้าน และ ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็นก็ได้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน
การดำเนินงานที่ดีเหล่านี้สามารถทำให้เราสามารถก้าวข้ามความท้าทายที่หลากหลายมาได้เป็นอย่างดี
หนทางการต่อสู้กับโควิด-19 ยังอีกยาวไกล
แต่หนทางสู่ความปกติสุขอยู่ตรงนี้
เราสามารถมีความสุขได้บนทางสายกลาง
สู้ต่อไปอย่างอดทน และด้วยใจที่ตื่นรู้ และเบิกบาน
#พวกเราทีมไทย
#เราจะชนะไปด้วยกัน
#NeverNeverNeverGiveUp
#แด่มดงานเพื่อนร่วมอุดมการณ์
#สำหรับประเทศไทยน้อยกว่านี้ได้ยังไง
#ศิษย์มีวันนี้เพราะมีครู
#TPWork”
#TPlife
#I_Love_What_I_Do"รองอธิบดีกรมควบคุมโรคโพสต์