การเข้าตรวจสอบครั้งนี้ นำโดย พ ต.อ. อัครพล บุณโยปัษฎัมภ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังกรมป่าไม้ตรวจสอบพบพิรุธ มีการออกโฉนดทับพื้นที่ป่าไม้ถาวร จึงส่งมอบพยานหลักฐานให้ดีเอสไอ เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่ดีเอสไอจะ รับไว้เป็นคดีพิเศษ
การตรวจสอบมีตัวแทนผู้ดูแลโครงการฯ นำคณะเจ้าหน้าที่ ชี้ขอบเขตของโครงการฯ ขณะที่ทางดีเอสไอ ใช้อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ร่วมกับเครื่องรับสัญญาณจีพีเอสจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและรังวัดตำแหน่งจุดเกิดเหตุ โดยพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ป่าหมายเลข 2 (ป่าทุ่งแสลงหลวง ) ปรากฏตามขอบเขตเส้นสีเขียวทแยง ขณะเดียวกันยังพบด้วยว่า ทางโครงการฯทำประโยชน์ต่อเนื่องเพิ่มขึ้น หลังจากเมื่อปี 2561 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ได้เคยเข้าตรวจสอบจำนวนหลายร้อยไร่
นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าโครงการดังกล่าว ทำธุรกิจจัดสรรที่ดินเพื่อแบ่งขาย ในพื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่ ปัจจุบันได้ทำสัญญาซื้อขายไปแล้วประมาณร้อยละ 10 ของพื้นที่โครงการฯ ส่วนการซื้อขายที่ดินในโครงการฯ แบ่งโฉนดเป็นแปลงเล็กขายเป็นล็อก ในราคาตารางวาละ 20,000 บาท หรือ 8 ล้านบาทต่อไร่ มูลค่าที่ดินโดยรวมทั้งโครงการฯไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท
คดีนี้ยังดีเอสไออยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนยื่นฟ้องต่อศาลให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบต่อไป