เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2563 การยื่นคำขาดของเลขาธิการกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า คณะประชาชนปลดแอก ที่ประกาศกลางเวทีการชุมนุม ขีดเส้นตายให้รัฐสภา ตัดอำนาจของส.ว.ทิ้งทั้งหมด เพราะมองว่า มีที่มาไม่ยึดโยงกับประชาชน รวมถึงมีอำนาจมากเกินไป ข้อเรียกร้องนี้ ต้องทำให้เสร็จภายในเดือนกันยายน หากรัฐสภาไม่ทำตาม กลุ่มเคลื่อนไหวประกาศจะยกระดับการชุมนุม ซึ่งการยื่นข้อเสนอขอแก้ไขเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับ ส.ว. ก่อนข้อเสนอแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ครั้งนี้ ถูกมองว่าซับซ้อนมากกว่าเดิม แต่นี่อาจเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มเคลื่อนไหว เพราะ ตามกติกาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากแก้ไขมาตรา 256 เลย ต้องทำประชามติ ซึ่งหมายความว่าอาจทอดเวลาออกไปอีก
ทั้งนี้ที่ผ่านมา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถูกมองว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ กลไกที่ออกแบบมา มีหลายล็อกป้องกันไว้ แต่ในมุมมองของ อาจารย์ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า หากส.ส.และส.ว.จริงจังกับการดำเนินการ ก็จะสามารถทำได้
หากดูตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ จะพบว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะ แก้ไขรายมาตรา หรือ ทั้งฉบับ มีกลไกหลายชั้นที่ถูกออกแบบไว้ ทั้งการใช้เสียง ส.ส. และ ส.ว. เห็นชอบ ไม่น้อยกว่า 376 คน ในวาระที่ 1 ซึ่งขั้นตอนนี้ ต้องใช้เสียงของส.ว.เอง ไ ม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ มากกว่า 84 คน หมายความว่า หากจะตัดอำนาจส.ว.ทิ้ง ส.ว.ต้องเห็นชอบด้วยอย่างน้อย 84 คน เมื่อเข้าสู่วาระที่ 2 และ 3 จะต้องได้รับการเห็นชอบจาก ส.ส.และส.ว. รวมกัน ไม่น้อยกว่า 376 คน
โดยในส่วนของวาระที่ 3 ต้อง มีเสียงจาก ส.ส.ในพรรคการเมืองที่ไม่มีรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร สังกัดอยู่ ร่วมเห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และในจำนวนนี้ต้องมีส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 84 คน เห็นชอบด้วย