นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงกรณีนี้ ว่า ปัญหาเรื่องการบูลลี่ หรือการกลั่นแกล้งกันมีมานานแล้ว ต่างประเทศให้ความสนใจมาก ในประเทศไทยมีน้อย เพราะมีความเป็นเพื่อนเยอะ แต่ตอนนี้สังคมเปลี่ยนแปลง ความสนิทลดลง มีการแบ่งกลุ่มกันมากขึ้น เด็กที่อ่อนแอมักถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งมีทั้งทางวาจา จิตใจ อารมณ์ ร่างกาย ซึ่งมีผลกระทบรุนแรงแตกต่างกันแล้วแต่การปรับตัวของแต่ละคน แต่ส่วนใหญ่คนที่อ่อนแอกว่ามักจะเกิดการถดถอย เครียด ซึมเศร้า แต่บางคนอาจเกิดการถดถอยช่วงแรกแล้วมีการสู้กลับด้วยพฤติกรรมที่รุนแรง มีการต่อสู้ ทำร้ายกันและกันได้
รู้มั้ย! บูลลี่ในโรงเรียน ผลกระทบทั้ง 2 ฝั่ง “คนถูกแกล้งกับคนชอบแกล้ง”
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวอีกว่า บางคนอ่อนไหวกับเรื่องบางเรื่อง บางคนแค่ล้อชื่อพ่อ ชื่อแม่ก็โกรธกันมาก บางคนโกรธที่ถูกล้อเรื่องลักษณะเพศ ซึ่งสมัยนี้มีเยอะ สมัยก่อนจะมีเรื่องการเรียนไม่เก่ง แต่ก็ไม่รุนแรงมาก ทั้งนี้ เกี่ยวกับเรื่องลักษณะความนิยมทางเพศ ย้ำว่าไม่ใช่โรคทางจิตเวช ไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด แต่นี่เป็นความสนใจทางเพศปกติของมนุษย์ เป็นรสนิยมส่วนบุคคล ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้สังคม การที่ไปล้อเรียน หรือไปแบ่งแยกคนเหล่านี้ออกจะมีผลลบ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษา ก็อยากให้เสริมเรื่องคุณค่าทางจิตใจ และรสนิยมทางเพศเข้าไปด้วยว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ
สำหรับการกลั่นแกล้งมีหลายประเภท โดยหลักๆ คือ ทางร่างกาย ทั้งการชกต่อย การผลัก และการตบตี ทางสังคมหรือด้านอารมณ์ คือ กดดัน ยั่วยุ แบ่งแยก ทางวาจา คือ การดูถูก นินทา เยาะเย้ย เสียดสี โกหกบิดเบือน ที่สำคัญการกลั่นแกล้งยังพบมากในโลกออนไลน์ ทั้งการโพสต์ข้อความโจมตี คุกคามทางเพศ เป็นต้น