กรณีการแบน ม้า อรนภา พิธีกรชื่อดัง หลังแสดงออกทางการเมือง ทำให้ต้องยุติบทบาทพิธีกร 2 รายการหลักที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เป็นปรากฎการณ์ที่ถูกจับตามองมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ม้า อรนภา แสดงความเห็นในลักษณะที่ใช้คำพูดรุนแรง ต่อกลุ่มนักเรียนที่ออกมาชู 3 นิ้ว ผูกโบขาว เรียกร้องประเด็นทางการเมือง
ผศ.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นว่า การเลือกข้างหรือมีจุดยืนทางการเมืองของบุคคลสาธารณะไม่ใช่เรื่องผิด แต่การแสดงออกและสื่อสารออกมา จะส่งผลกระทบอย่างคาดไม่ถึง เพราะบุคคลสาธารณะซึ่งเป็นที่รู้จักของผู้คน มีอิทธิพลต่อการสื่อสารอย่างมาก ขณะเดียวกัน การตอบโต้จากสื่อสังคมออนไลน์ ก็สร้างผลตอบรับรวดเร็วเช่นกัน
ผศ.กนกรัตน์ มองว่า ปรากฎการณ์เหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องแปลก การออกมาแสดงความเห็นของเหล่าศิลปินดารา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก แต่ในเมืองไทยเพิ่งเริ่มเกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ส่วนปรากฏการณ์ที่ผู้คนในสื่อออนไลน์ ใช้แฮชแท็กกดดันดารา พิธีกร ที่ไม่สนับสนุนสิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง หรือ เห็นต่างจากสิ่งที่เขาคิด รวมถึงการแบนสินค้าที่สนับสนุนรายการที่มีบุคคลเหล่านี้เกี่ยวข้อง ผศ.กนกรัตน์ เชื่อว่า คนที่ออกมาเคลื่อนไหวในแนวทางนี้ ไม่ได้ต้องการบูลลี่ใคร แต่บางครั้งที่การเรียกร้องปกติไม่ได้รับความสนใจ จึงทำให้เลือกใช้ถ้อยคำรุนแรง ย้ำว่า ไม่เฉพาะ ประชาชน หรือ กลุ่มการเมือง แต่วิธีการแบบนี้ กลุ่มดารา ศิลปินที่เคยขึ้นเวทีการเมือง ก็มักใช้เช่นเดียวกัน วิธีการแบบนี้ในมุมของผศ.กนกรัตน์ มองว่า อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง จึงควรแสดงความจริงใจและรับฟังข้อเรียกร้องของนักศึกษาด้วยเหตุและผล ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะทำให้วิธีการสื่อสารแบบรุนแรงไม่ถูกนำมาใช้
อีกหนึ่งสิ่งที่ทีมข่าวพบ คือ แม้กลุ่มดาราจะสามารถแสดงออกทางการเมืองได้ แต่พบว่า บางส่วน ก็ไม่สามารถได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะหลายคนติดสัญญากับบริษัท หรือ สปอนเซอร์ เช่น บางคนทีมข่าวพยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ความเห็นทางการเมือง แต่ก็ไม่สามารถทำได้