พ.ต.อ.ไพรัตน์ กล่าวว่า ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกเบื้องต้นได้ชี้แจงกับพนักงานสอบสวนว่า คดีดังกล่าวได้มีการร้องขอความเป็นธรรมมาที่สน.ปทุมวัน แล้ว 4-5 ครั้ง แต่ไม่มีการตอบรับ จนเวลาผ่านไปหลายเดือน มีจดหมายเรียกไปที่บ้านตน ซึ่งมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการส่งหมายเรียกที่ไม่ชอบเพราะไม่มีการเซ็นรับเอกสารทั้งที่ในบ้านมีคนอยู่อาศัย แต่ใช้การใส่ในตู้ไปรษณีย์เหมือนจดหมายทั่วไป พอมาถึงสน.ถึงทราบว่ามีการออกหมายจับตน ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้อ่านหมายจับให้ฟัง โดยตนได้ให้การกับพนักงานสอบสวน พร้อมนำพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องมามอบให้ เช่น เรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าคลิปนีัเข้าข่ายเป็นการข่มขู่ หรือกระทำผิดกฎหมายใดหรือไม่ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึง ที่มีการฟ้องร้องคดีในชั้นศาลในความผิดฐานหมิ่นประมาทที่เกี่ยวพันถึงคลิปเสียงดังกล่าวนั้น ก็ได้ขอให้พนักงานสอบสวนรอการพิจารณาว่าผลการพิจารณาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะออกมาอย่างไร
อย่างไรก็ตาม หลังให้ปากคำ พนักงานสอบสวนได้นัดหมายให้ตนสามารถนำหลักฐานมาส่งให้ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมได้ภายใน 30 วัน ซึ่งหากพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วมีความเห็นสั่งฟ้อง ก็จะส่งสำนวนอัยการรับไปพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
ศาลสั่งจำคุก “ณัฐวุฒิ-จตุพร” ดักฟังโทรศัพท์ผู้พิพากษา
พ.ต.อ.ไพรัตน์ กล่าวด้วยว่า ในช่วงบ่ายของวันนี้(10กันยายน) ตนพรัอมทนายความ จะเดินทางไปที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อดำเนินการฟ้องกลับคนที่มารัองทุกข์ดำเนินคดีกับตนในขัอหาดักฟัง ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ โดยยืนยันว่าเพื่อเป็นการรักษาความยุติธรรมให้เป็นไปอย่างถูกต้อง