สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. ได้แถลงหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 4/2563
โดยความคืบหน้าของทุกโครงการยังดำเนินการไปได้ตามแผนทั้งรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 โดยเฉพาะโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ที่ปัจจุบันเอกชนได้ส่งแผนแม่บทฉบับเบื้องต้นโครงการ (Prelimnary Master Plan) และกองทัพเรือได้ส่งรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มาตรการป้องกันและแก้ไข ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) ให้แก่ สกพอ.พิจารณา โดยมีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ และได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานบูรณาการโครงการฯ เพื่อให้การก่อสร้างแล้วเสร็จตามเป้าหมายในปี 2567
ล่าสุด นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันว่า นักลงทุนยังให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ อีอีซี เป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันเกิดการลงทุนงบบูรณาการในอีอีซี ไปแล้วสูงถึง 1,582,698 ล้านบาท ซึ่งในระยะต่อไปรัฐบาลกำลังเตรียมเปิดให้กลุ่มนักธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนั้น โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะสรุปมาตรการได้ในช่วงสัปดาห์นี้ เบื้องต้นอาจมีการกำหนดให้นักลงทุนที่เข้ามา ต้องตรวจโควิด-19 ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง มีกรมธรรม์ประกันภัยที่ครอบคลุม ตรวจหาเชื้ออีกครั้งเมื่อเข้า-ออกจากประเทศไทย ให้มีผู้ติดตามด้านการแพทย์ ไปจนถึงเดินทางโดยยานพาหนะเฉพาะ และติดตั้งแอปพลิเคชันได้ตลอดเวลา
ส่วนนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เปิดเผยถึงการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ หรือ STV ว่าการเตรียมความพร้อมต้องทำกับทางพื้นที่ด้วย ไม่ว่าจะเข้ามาเมื่อไหร่ก็ต้องมีมาตรการสาธารณสุขที่เคร่งครัด มาตรการเดียวกับคนไทยที่กลับมาจากต่างประเทศ และต้องมีการยอมรับของคนในพื้นที่ โดยเบื้องต้นเตรียมสถานกักตัว ASQ หรือ ALSQ นอกจากกรุงเทพฯ ก็จะมีบุรีรัมย์ ปราจีนบุรี ภูเก็ต ชลบุรี ซึ่งรวมกันมากกว่า 80 แห่ง และเป็นการเปิดอย่างจำกัดเท่านั้น ส่วนนักท่องเที่ยวประเภทธุรกิจก็จะขอดูจากการเปิดรับนักท่องเที่ยวที่กำลังจะเข้ามาก่อน แล้วค่อยประเมินกันอีกครั้งหนึ่ง
ขณะที่นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย ประเมินว่า เป็นจุดเริ่มต้นก้าวแรกที่ดี แต่ปริมาณในการเปิดรับเพียง 1,200 คนต่อเดือน ถือว่าน้อยมาก ๆ และไม่เพียงพอกับการนำรายได้เข้ามาพยุงภาคการท่องเที่ยว ซึ่งหลังจากนี้ต้องดูว่า ยอดนักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้ามาได้ตามเป้าหมายหรือไม่ หากจัดทำระบบการจองที่สะดวกรวดเร็ว ไฟลท์บินที่มากขึ้น และมีการขยายจำนวนการเปิดรับก็เชื่อว่าน่าจะช่วยภาคการท่องเที่ยวได้บ้าง เบื้องต้นประเมินว่าต้นปี 2564 หรือช่วงกลางปีเป็นต้นไป การท่องเที่ยวถึงจะเริ่มกลับมาใกล้เคียงภาวะปกติได้
อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมอยากให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นความต้องการด้านท่องเที่ยว และช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการเพราะปัจจุบันการท่องเที่ยวอยู่ในช่วงเวลายากลำบากแล้ว