นายสุธรรม แสงประทุม อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย มองว่า การชุมนุมในวันพรุ่งนี้ ไม่แตกต่างจาก 14 ตุลาคม 2516 หรือ เมื่อ 47 ปีที่แล้ว เพราะเป้าหมายของนิสิต นักศึกษา ที่ออกมาเคลื่อนไหว คือการขับไล่รัฐบาลทหาร มีที่มาจากการยึดอำนาจ มีการคุกคามผู้เห็นต่าง และไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป้าหมายในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ค่อนข้างที่จะแหลมคมจนทำให้ประชาชนเกิดความกังวลในการเข้าร่วม จึงควรปรับลดเพดานข้อเรียกร้องลงมาเหลือเพียง 3 ข้อเดิม
"การสะท้อนปัญหาของเขา จึงพุ่งเป้าไปค่อนข้างแหลมคม แต่พอปัญหาแหลมคม ก็จะทำให้คนเข้าร่วมได้ไม่มากนัก การที่เขาจะลดเพดานจึงเป็นเรื่องที่ดี เอาก้าวที่ 1 ก่อน อย่างไปทีเดียว 100 ก้าว คนจะวิ่งตามไม่ทัน ถ้าข่าวเป็นจริง ที่เขาจะลดเพดานให้น้อยลง เป็นเรื่องที่ดีจะได้มีคนเข้าร่วมเยอะ ๆ มันถึงจะเป็นประชามติได้ บางคนเห็นด้วยกลัวจะไม่ชนะ สงสารลูกหลาน แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร ให้กำลังใจอย่างเดียว แต่ถ้าวันนี้ให้กำลังใจเขา ฟังความห่วงใยไปประกอบบ้าง ไม่ได้ห้ามทำ แต่ทำในขอบเขตที่เหมาะสม คนสามารถเข้าร่วมได้อย่างเต็มที่ มีลำดับก่อนหลัง พุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ดี รัฐธรรมนูญก็ดี ผมว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง"
ด่วน!! ตร.รวบแกนนำ"ไผ่-แอมมี่" ขอคืนพื้นที่ อนุสาวรีย์ฯเปิดทางขบวนเสด็จฯ สาดสีชุลมุน
นายสุธรรมเชื่อว่ากระบวนการนิสิตนักศึกษาจะเป็นไปด้วยความสงบสันติ ปราศจากอาวุธ ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง เว้นแต่ฝ่ายที่เห็นต่างจากนักศึกษา จะใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมมากกว่า ดังนั้นสถานการณ์จะบานปลายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าจะออกมาห้ามปราม หรือ ตัดสินใจทำตามข้อเสนอด้วยการรับข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ และนำทหารกลับกรมกองหรือไม่
" 3 ข้อที่เขาเรียกร้องผมว่าปฏิบัติตามนั้น ใช้เวลาบ้างนิดหน่อย ก็ให้ตั้งใจ และให้เขาเชื่อว่าคุณทำจริง ไม่ใช่กลับไปกลับมา วันนี้ไม่มีใครหลอกใครได้แล้วนะ คุณบอกจะมาชั่วคราว อยู่อีกไม่นาน วันนี้คุณไม่อยากไปเสียแล้ว ดังนั้น 3 ข้อนี้่ จึงเป็นหลักเบื้องต้น ในการคลายปัญหาก่อน คลายเพื่อให้คนที่รู้ปัญหาจริงมาเป็นคนแก้ ปัญหา และหลังจากนั้นก็ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น ว่าปัญหาอื่นมีอะไรอีกบ้าง"
จบที่
ขณะอดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. อย่าง นายสุริยะใส กตะศิลา และเป็นอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นต่างว่า การชุมนุมครั้งนี้ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องมีความแหลมคม การนำข้อเรียกร้อง 3 ข้อเดิม กับ 10 ข้อ ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม" มาขับเคลื่อนควบคู่กัน ก็อาจทำให้ทิศทางการเคลื่อนไหวไม่ชัดเจนได้
นายสุริยะใส ยังมองว่า ผู้ชุมนุมต้องชัดเจนข้อเรียกร้อง พร้อมมองว่าทางออกที่ดีที่สุด รัฐบาลต้องแสดงความชัดเจน แสดงความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะที่ผ่านมารัฐบาล ใช้กลไกต่าง ๆ ยื้อเวลา จนทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจจากผู้ชุมนุม
"ส่วนข้อเรียกร้องผู้ชุมนุม 10 ข้อ แน่นอนว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ผมเข้าใจว่าผู้ชุมนุมเองก็รู้อยู่ ว่าเขาไม่ได้ 10 ข้อ ก็อาจจะได้ 3 ข้อ ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญก็อาจทำให้ การกดดันทำได้ยากขึ้น อาจทำให้ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่ง พอใจเอาแค่นี้ ยังไงก็ได้ และกลับบ้าน อันนี้ก็ต้องมาประเมินว่า จริง ๆ ถ้าได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาลยืนยันแถลงเปิดสภาฯ สมัยหน้าก็จะต้องเอาสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ได้ คำถามคือว่าผู้ชุมนุมจะกลับบ้านไหม หรือจะปักหลักให้เปิดสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก ซึ่งสุดท้ายก็ต้องดูว่าจะเอาอะไรกันแน่"
นายสุริยะใส ยังแสดงความกังวลถึงการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ ที่จะมีผู้เห็นต่างทั้ง 2 ฝ่าย โดยอยากให้แต่ละฝ่ายทำกิจกรรมในที่ตั้งของตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และขอให้รัฐบาลมองปัญหานี้ให้ขาด อย่าให้กลายเป็นการยกพวกตีกัน จนทำให้ความขัดแย้งใหม่เป็นปัญหาในสังคมระยะยาว